T R C fan club

euro2008

…บอกได้แค่นี้แหละ 555 (กวนม่ะ)ดูบอลไปเถอะ หุ้นยังไม่ไหนหรอกครับ เบื่อม็อบจัง…

โฆษณา

 TRC ไม่หวั่นราคาหุ้นไหลลง ชี้เป็นไปตามภาวะตลาดฯ ที่อยู่
ในช่วงผันผวน ระบุถือเป็นโอกาสเหมาะในช่วงเก็บของดีราคาถูกเข้า
พอร์ตลงทุนระยะยาว การันตีผลการดำเนินงานในอนาคตมีทิศทางการ
เติบโตที่ชัดเจน พร้อมเปิดแผนงานเตรียมเดินหน้าบุกตลาด ต่างประเทศ
เต็มตัว คาดได้เห็นสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 50% ภายใน 3-5 ปี ทั้งเตรียม
ควงตลาด mai เดินสายโรดโชว์ต่าง ประเทศ มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้
นักลงทุน ส่วนปีนี้มั่นใจโกยรายได้ทะลุ 2.4 พันล้าน จากงานในมือที่
ทยอยรับรายได้ รวมทั้งงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
          นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี
คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหว
ของราคาหุ้น TRC ที่ช่วงนี้ปรับตัวลดลงว่า ถือเป็น การปรับตัวลงตามภาวะ
ตลาดที่มีความผันผวน แต่ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าไปซื้อลงทุนได้ เพราะ
ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างถูก ขณะที่ปัจจัย พื้นฐานพบว่ายังมีอัตราการเติบโต
อยู่ในทิศทาง ที่ดี และในอนาคตบริษัทจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นหลังจาก
รุกงานต่างประเทศ
          “ราคาหุ้น TRC ปรับตัวลงนั้น มองว่าน่า จะเกิดจากความผันผวนของ
ตลาดหุ้นไทย แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงต่ำแบบนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่จะเข้าไปซื้อ
ลงทุนได้ เพราะบริษัทมั่นใจว่างาน ประมูลที่บริษัทดำเนินการอยู่รวมถึงงาน
จากต่าง ประเทศน่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผลประกอบในอนาคตเติบโตอยู่ใน
ทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าอีกไม่นานรัฐบาลต้องมีแผนการ ทำโครงการ
อะไรบางอย่าง เพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูงอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น
เรื่องการลงทุนต้องเกิดขึ้นแน่นอน” นายสมัย กล่าว
          ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมนี้ ตลาดหลัก ทรัพย์ mai ได้เชิญบริษัท และบริษัท
จดทะเบียนในตลาดฯ รวม 14 บริษัท ร่วมเดินทางไปแสดงข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับ
นักลงทุนสถาบันที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งบริษัทคาดว่าการ โรดโชว์ในครั้งนี้จะทำให้
นักลงทุนสถาบันเข้าใจในตัวธุรกิจของบริษัทมากขึ้น และเชื่อว่านักลง ทุนจะมุ่ง
ประเด็นความสนใจในโครงการที่จะสร้างอนาคตให้กับบริษัท โดยเฉพาะโครงการ
ที่เกี่ยวข้องกับ Oil & Gas
          นายสมัย กล่าวต่อว่า หลังจากที่บริษัทได้รุกขยายงานไปยังต่างประเทศมาก
ขึ้นในปีนี้ ทำให้เชื่อว่าในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะ
เพิ่มขึ้นเป็น 50% จาก ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศยังไม่มีความชัดเจน
แต่ในช่วงปี 52 บริษัทได้ประมาณการไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 20-30% ซึ่งขณะนี้
บริษัทได้มีการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ ขึ้นมาเพื่อรองรับงานจากต่างประเทศรวม
2 บริษัท คือ TRC International Limited ที่ฮ่องกง และบริษัท TRC Investment
Limited ในสาธารณรัฐเมอริเชียส เพื่อให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว
          สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ มั่นใจว่ารายได้จะเติบโตตามเป้าที่
2,400 ล้านบาท เป็นการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือที่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ
2,368.35 ล้านบาท ส่วนจะมีการปรับเป้ารายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ต้องรอประเมินใน
ไตรมาส 3/51 ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้เชื่อว่าจะสามารถประมูลงานต่างๆ ในประเทศ
เข้ามาได้อีก 2-3 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1-2 พันล้านบาท โดยจะทยอย
รับรู้ในปีนี้ 10%
          ส่วนกรณีที่ภาครัฐได้ออกมาพูดถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง
โดยเบื้องต้นอาจจะสร้างปั๊มให้บริการก๊าซ NGV ขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบ
ลงทุนประมาณ 37,000 ล้านบาทนั้น ในเบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนว่า บมจ.ปตท.
หรือภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุน ซึ่งหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง บริษัทน่าจะมีโอกาส
ได้เข้าไปประมูลงานในส่วนที่บริษัทมีความถนัด เช่น การติดตั้งท่อส่งก๊าซ
          “โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการเร่งด่วน หากภาครัฐเอาจริงเอาจังและหางบ
ประมาณมาลงทุนได้ตามที่กล่าวมา มองว่าจะเป็นผล ดีต่อบริษัท เพราะแม้งานด้าน
โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะชะลอในปีนี้ แต่ก็ได้รับผลดีจากธุรกิจพลังงาน
ทดแทนที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญ เพราะราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงไม่หยุด ดังนั้น
เชื่อว่าหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นมีแนวโน้มที่บริษัทจะได้รับงานนี้ตามความถนัด
เนื่องจาก TRC มีประสบการณ์ มีความชำนาญ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับนี้ ส่วน
งานที่จะได้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของงบที่ต้องทยอยลงทุนปีละประมาณ
1 หมื่นล้านบาทเป็นระยะเวลา 3 ปี” นายสมัย กล่าว

บิ๊ก TRC เชื่อราคาหุ้นรูดตามภาวะตลาดฯ ชี้เป็นจังหวะดีเก็บลงทุนยาว เหตุอนาคตมี
ทิศทางเติบโตชัด เผยบริษัทพร้อมเดินหน้าลุยตลาด ต่างประเทศเต็มตัว มั่นใจได้เห็นสัดส่วน
รายได้เพิ่มเป็น 50% ใน 3-5 ปี

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด
(มหาชน) (TRC) กล่าวกับ eFinanceThai.com ว่าราคาหุ้นที่ช่วงนี้ปรับตัวลดลงเคลื่อนไหวที่
ระดับ 5.00 บาท ถือเป็นการปรับตัวลงตามภาวะตลาดที่มีความผันผวน แต่ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีที่
จะเข้าไปซื้อลงทุนได้เพราะถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างถูก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานพบว่ายังมีอัตราการ
เติบโตอยู่ในทิศทางที่ดี และในอนาคตบริษัทฯ จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นหลังจากรุกงานต่าง
ประเทศ

‘ที่ราคาหุ้น TRC ปรับตัวลงอย่างที่เห็น ผมมองว่าน่าจะเกิดจากความผันผวนของ
ตลาดหุ้นไทย แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงต่ำแบบนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่จะเข้าไปซื้อลงทุนได้ เพราะ
บริษัทฯ มั่นใจว่างานประมูลที่บริษัทดำเนินการอยู่รวมถึงงานจากต่างประเทศน่าจะเป็นตัวกระตุ้น
ให้ผลประกอบในอนาคตเติบโตอยู่ในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตามบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าอีกไม่นาน
รัฐบาลต้องมีแผนการทำโครงการอะไรบางอย่างเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูงอยู่
ในขณะนี้ ดังนั้นเรื่องการลงทุนต้องเกิดขึ้นแน่นอน’นายสมัยกล่าวและว่า

ในเดือนก.ค. นี้ ตลาด mai ได้เชิญบริษัทฯ และบจ.ในตลาดรวม 14 บริษัทร่วมเดิน
ทางไปแสดงข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนสถาบันที่ประเทศสิงคโปร์
ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าการโร
ดโชว์ในครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนสถาบันเข้าใจในตัวธุรกิจของบริษัทมากขึ้น และเชื่อว่านักลงทุนจะ
มุ่งประเด็นความสนใจในโครงการที่จะสร้างอนาคตให้กับบริษัทโดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้อง
กับ Oil & Gas

นายสมัยกล่าวต่อว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้รุกขยายงานไปยังต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้
นั้นทำให้เชื่อว่าในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 50%
จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศยังไม่มีความชัดเจน แต่ในช่วงปี 52 บริษัทได้ประมาณ
การณ์ไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 20-30%

ทั้งนี้ ขณะนี้บริษัทได้มีการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศขึ้นมาเพื่อรองรับงานจากต่าง
ประเทศรวม 2 บริษัท คือ TRC International Limited ที่ฮ่องกง และบริษัท TRC
Investment Limited ในสาธารณรัฐเมอริเชียส เพื่อให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว
อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯ ยังมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ 2,400 ล้าน
บาท เป็นการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือที่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 2,368.35 ล้านบาท ส่วนจะมี
การปรับเป้ารายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้นต้องรอประเมินในไตรมาส 3/51 ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้
บริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถประมูลงานต่างๆ ในประเทศเข้ามาได้อีก 2-3 โครงการ คิดเป็นมูลค่า
ประมาณ 1-2 พันล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ในปีนี้ 10%

ส่วนกรณีที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง รมต.พลังงานได้ออกมาพูดถึงนโยบายการแก้ไข
ปัญหาราคาน้ำมันแพงโดยเบื้องต้นอาจจะสร้างปั๊มให้บริการก๊าซ NGV ขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่า
จะใช้งบลงทุนประมาณ 37,000 ล้านบาทนั้น ในเบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจนว่า บมจ.ปตท.หรือ
ภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุน ซึ่งหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงบริษัทฯ น่าจะมีโอกาสได้เข้าไปประมูล
งานในส่วนที่บริษัทมีความถนัด เช่น การติดตั้งท่อส่งก๊าซ

‘โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการเร่งด่วน หากภาครัฐเอาจริงเอาจังและหางบประมาณมา
ลงทุนได้ตามที่กล่าวมา ผมมองว่าจะเป็นผลดีต่อบริษัทฯ เพราะแม้งานด้านโครงสร้าง
สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จะชะลอในปีนี้ แต่ก็ได้รับผลดีจากธุรกิจพลังงานทดแทนที่ภาครัฐหันมา
ให้ความสำคัญเพราะราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงไม่หยุด ดังนั้นบริษัทฯ เชื่อว่าหากโครงการดังกล่าว
เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่บริษัทจะได้รับงานนี้ตามความถนัด เนื่องจาก TRC มีประสบการณ์ มีความ
ชำนาญ และมีศักภาพเพียงพอที่จะรับนี้ ส่วนงานที่จะได้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของงบที่
ต้องทยอยลงทุนปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเป็นระยะเวลา 3 ปี’นายสมัยกล่าว

โพสต์ทูเดย์ — “ชนิตร” ระบุปริมาณการซื้อขายหุ้นเอ็ม เอ ไอ วูบเหตุ นักลงทุนหวั่นมาตรการดับร้อนหุ้น

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวถึงสาเหตุที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดเอ็ม เอ ไอ ช่วงเดือน พ.ค. ลดลงเหลือเฉลี่ย 498 ล้านบาทต่อวัน จาก 729 ล้านบาทต่อวัน ในเดือน เม.ย.นั้น เกิดจากนักลงทุนไม่กล้าลงทุนหุ้นเอ็ม เอ ไอ เพราะกลัวว่าจะเข้าข่ายหลักเกณฑ์มาตรการดูแลหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายหมุนเวียนสูง (เทิร์นโอเวอร์ลีสต์) หลังขยายวงครอบคลุมถึงหุ้นในเอ็ม เอ ไอ และวอร์แรนต์ด้วย

“ผู้ลงทุนเข้าใจผิดและกลัว เพราะเห็นว่าหุ้นเอ็ม เอ ไอ เป็น ตัวเล็กจะเป็นหุ้นเก็งกำไร เราให้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูก็ไม่พบว่าจะมีหุ้นในเอ็ม เอ ไอ ติดรายชื่อในเทิร์นโอเวอร์ลิสต์” นายชนิตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นจังหวะเหมาะสมจะลงทุนหุ้นในเอ็ม เอ ไอ มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนการลงทุน

นอกจากนี้ ต้นเดือน ก.ค.นี้ ตลาดเอ็ม เอ ไอ จะนำ 3 บริษัท คือบริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) และบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) ไปนำเสนอข้อมูลที่สิงคโปร์

TRC เร่งคว้างานนอกเข้าเสริมทัพ หลังจากที่การเมืองในประเทศส่อเค้าวุ่นด้านผู้บริหาร ”สมัย ลี้สกุล ” เตรียมบุกตลาดโอมาน,ดูไบ ครึ่งปีหลัง พร้อมปิดดีลขายโครงการราชเพลิน ในสัดส่วน 35% มั่นใจหากแล้วเสร็จมีกำไรจากการขายเข้ามากว่า 100 ล้านบาท

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ TRC เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาชี้แจ้งข้อมูลรายละเอียดกรณีการขายหุ้นในโครงการราชเพลิน สัดส่วน 35% ให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งดีลดังกล่าคาดว่าจะสามารถสรุปได้ภายในไตรมาส3/2551 อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หากแผนการเจรจาในการขายหุ้นในสัดส่วนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการขายหุ้นเข้ามารวมในงบบัญชีของบริษัทภายในปีนี้ ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์หลายบริษัทได้ประมาณการไว้ที่ระดับกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่แผนการดำเนินงานครึ่งปีหลังนั้น นายสมัย กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้าประมูลงานในต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 2-3 โครงการ อาทิ โครงการก่อสร้างท่อก๊าซในประเทศโอมาน คิดเป็นมูลค่าโครงการประมาณ 20-30 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดให้มีการประมูลภายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ พร้อมทั้งเตรียมที่จะเข้าประมูลงานในแถบตะวันออกกลาง เช่นเดียวกัน

“สาเหตุที่บริษัทเน้นบุกงานในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากมองว่าอัตราการเติบโตในต่างประเทศยังการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในขณะนี้เหตุการณ์ภายในประเทศเริ่มมีการรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเกรงว่าภาคการลงทุนในประเทศอาจจะเกิดการชะลอตัวอีกครั้ง ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริษัทจำเป็นที่จะต้องกระจายความเสี่ยง เพื่อที่จะรักษาผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายสมัย กล่าว

นอกจากนี้ นายสมัย กล่าวว่า จากปัจจุบันที่บริษัทมีมูลค่างานในมือ(Back Log)ที่ระดับ2,368 ล้านบาท โดยจะรับรู้เข้ามาภายในปีนี้ประมาณ 1,500 – 1,600 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทประมาณการรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 2,400 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1,600 ล้านบาท กำไรสุทธิ 96 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาก่อสร้างเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 10 – 30% เนื่องจากค่าก่อสร้างโดยรวมได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวขึ้นตาม โดยล่าสุดราคาเหล็กในตลาดปรับตัวมาแตะที่ 38 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวมาเกือบแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร

ด้านนายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า หากอิงกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มองว่าจากกราฟสัญญาณทางเทคนิคในหุ้นTRC ยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงแนะนำลงทุนในหุ้นดังกล่าวโดยให้แนวรับที่ 4.80 บาท ขณะที่แนวต้านที่ 5.10 บาท

…ความในใจของแฟนคลับที่มีต่อคนทุบ…

yakkkk

…นี่แนะๆ ทีหลังจะมือบอนไปรับมั้ย บอกแล้วไม่ถัวๆ…

yak2

…โอ่ย ม่ายมีกระสุนแล้ว เคาะทีละร้อยละกัน คร่อกกก…

yak3

…ปิดตลาดแล้วววว หลุดทุกแนวรับ…

yak4

…คนทุบยังงง เค้าหยอกเล่นแค่ล้านหุ้นเอง…

yak5

…เยเย คุณสมัย มาแล้ว …

yak6

EGCO บุกลงทุนเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าต่างประเทศปีหน้า 30% คาดกำลังการผลิตขยับแตะ5,659 เมกะวัตต์ ในปี’52 ส่วนงบ Q2 มั่นใจเติบโตใกล้เคียงไตรมาสแรก ล่าสุดเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาแคมเปญใหม่ 3 ซีรี่ส์ เน้นปลูกจิตสำนักคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นายวิศิษฎ์ อัครวิเนค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO กล่าวว่า บริษัทจะมุ่งเน้นแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า เพื่อสร้างการเติบโตมากขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าภายในปี 2552 บริษัทจะมีสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 30% และในประเทศ 70%

สำหรับสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 30% ในปี 2552 คาดว่าจะมาจากการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (ลาว) กำลังการผลิต 267.5 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 (ลาว) กำลังการผลิต 209 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเกาะกง (กัมพูชา) 900 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าน้ำอู (ลาว) กำลังการผลิต 210 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน NGHI SON 2 (เวียดนาม) กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) กำลังการผลิต 110 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,659 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3,826.5 เมกะวัตต์

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ขณะนี้บริษัทมีโครงการลงทุนในประเทศลาว จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ซึ่งก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 85%คาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปี 2552 โครงการน้ำอู อยู่ระหว่างเจรจาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนกับผู้ร่วมทุน คือ บริษัท ชิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น จากจีน และลาว โฮลดิ้ง สเตท เอ็นเตอร์ไพรซ์ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่า EGCO จะถือหุ้น 20% ขณะที่จีนและลาวจะถือหุ้น 75% และ 5% ตามลำดับ และโรงไฟฟ้าน้ำเทิน1 อยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 2 ปี 2552 และเริ่มรับรู้รายได้ประมาณปลายปี 2557 หรือต้นปี 2558

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ยื่นซองประมูลรอบแรกโครงการรับซื้อไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน NGHI SON 2 ประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ มูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง EGCO จะร่วมลงทุนกับบริษัท วันเอ็นเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด และบริษัทคู่ค้าในประเทศเวียดนาม โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 25%, 60% และ15% ตามลำดับ ทั้งนี้หากบริษัทผ่านการพิจารณาคุณสมบัติรอบแรกแล้ว ในเดือนกันยายน 2551 นี้บริษัทจะเตรียมยื่นซองประมูลเสนอราคา คาดว่าจะสรุปผลภายในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าถ่านหินสีหนุวิลล์ ขนาดกำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ ในประเทศกัมพูชา จากกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศเดิม โดยบริษัทจะเข้าซื้อกิจการในสัดส่วน 50% หรือคิดเป็นกำลังการผลิต 110 เมกะวัตต์ มูลค่าสินทรัพย์ที่จะลงทุนประมาณ 120-130 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนจริงประมาณ 1,300 ล้านบาท และคาดว่าประมาณเดือนกรกฎาคม2551 นี้ จะสรุปผลการเจรจาซื้อโรงไฟฟ้าดังกล่าว

นายวิศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการลงทุนในประเทศ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาถึงคึวามเป็นไปได้ในการลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศอาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 35 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ที่ภูเก็ต ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท ขณะนี้ยังติดปัญหาเรื่องพระราชบัญญัติการร่วมลงทุน

ขณะที่ล่าสุดบริษัทได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการรับซื้อโรงไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก(SPP) ขนาดกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดย EGCO จะถือหุ้น 35% PTT ถือหุ้น 35% และTRC ถือหุ้น 30% คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณไตรมาสที่ 4 ปีนี้

นอกจากนี้ EGCO ได้เปิดตัวภาพยนต์โฆษณาแคมเปญใหม่ 3 ซีรี่ส์ ได้แก่ รถติด ผมเสียทรง และเป็นสิว เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม โดยเน้นสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด “ปัญหาสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวกว่าที่คิด” โดยเน้นวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งมุ่งเน้นกิจกรรมงานสื่อสารปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในใจเยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นพลังต้นทางที่จะร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2/51 บริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 1/51 ที่มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น

286 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11% จากไตรมาสที่ 1/50 โดยมีสาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น 345 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงการโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 และโรงไฟฟ้า BLCP โดยส่วนแบ่งกำไรจาก 2 โครงการดังกล่าวจะรับรู้เข้ามาเต็มที่ต่อเนื่องมาในไตรมาสที่ 2/51 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้ายังมีระดับการเติบโตที่ดี

Blog Stats

  • 54,056 hits
กรกฎาคม 2019
อา พฤ
« พ.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  
โฆษณา