T R C fan club

ราคาน้ำมันแพงจ่อใกล้ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งลิ่วตาม ทั้งเหล็กและทองแดง ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างแทบกระอัก เพราะแบกต้นทุนสูงแซงหน้ามูลค่างานที่ประมูลมาได้ แต่ก็มีบางบริษัทลอยลำเหนือปัญหา สามารถจัดการจนมีผลประกอบการที่ดี และบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“สมัย ลี้สกุล” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TRC ยอมรับว่า ราคาเหล็กซึ่งถือเป็นวัสดุหลักในงานก่อสร้างขยับขึ้นมาอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม จาก 2-3 เดือน ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 25 บาท และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นไปอีก ผู้รับเหมาจะยิ่งเหนื่อย เพราะหลังจากรับงานใช้เวลา 1-2 ปี กว่างานจะเสร็จ เมื่อต้นทุนวิ่งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความเสี่ยงของธุรกิจและโอกาสของการมีกำไรแทบจะไม่เห็น

แต่ในมุมของ TRC ดูเหมือนลอยเหนือปัญหานั้น เพราะงานหลักของ TRC จะมุ่งไปยังธุรกิจด้าน พลังงาน โดยผู้ว่าจ้างอย่างเช่น บริษัท ปตท. (PTT) จะเป็นผู้รับผิดชอบวัสดุในการก่อสร้าง ทำให้บริษัทไม่ต้องแบกรับภาระในจุดนี้

“แม้ TRC ได้รับผลกระทบ แต่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ที่รับงานโครงสร้างหลัก นอกจากนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจใหม่ด้วยการจัดตั้งทีมงานฝ่ายพัฒนาโครงการและการลงทุนขึ้นมา เพื่อให้เป็นฝ่ายงานที่จะมองหาโปรเจกต์ดีๆ และเข้าไปลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะขายออกมา เหมือนอย่างโครงการราชเพลิน แต่บริษัทไม่ได้ลืมงานหลักยังคงเป็นธุรกิจรับเหมา”

จุดเด่นของ TRC ที่ต่างออกไปจากบริษัท ผู้รับเหมาอื่น คือ การวางตำแหน่งตัวเองไม่ให้เป็นเพียงผู้รับเหมาอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังมีการตั้งฝ่ายธุรกิจใหม่พัฒนา เพื่อค้นหาโครงการดีๆ เข้าไปลงทุนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากการเข้าไปร่วมลงทุนแล้ว จะตั้งเงื่อนไขกำกับไว้ว่า โครงการเหล่านั้นจะต้องมอบหมายให้ TRC เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่การกำหนดราคางานรับเหมาเหล่านี้ไม่ได้สูง แต่สมเหตุสมผลอยู่บนมาตรฐานสากลของ FIPIC

นายสมัย กล่าวว่า จากผลพวงเหล่านี้ทำให้ มาร์จินของ TRC อยู่ที่ 15% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6% ถือว่าสูงกว่าคู่แข่ง อยู่ที่ 12% และ 2% ตามลำดับ

“สมัย” กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่มาช่วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง คือ ค่าเค หรือค่าชดเชยจากราคาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอดีตค่าเคมักจะพูดถึงเฉพาะงานรับเหมาในส่วนงานของภาครัฐ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ภาคเอกชนนำค่าเคมาปฏิบัติใช้ด้วย โดยอาจไม่ได้รับชดเชยส่วนต่างราคาเต็มๆ เหมือนกับงานภาครัฐ เช่น ราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นมา 20-30% อาจได้รับค่าเคจริงๆ เพียง 10% แต่เรียกได้ว่าพอจะบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรับเหมาได้บ้าง

เมื่อ TRC โชคดีรับงานถูกทาง ทำให้บริษัทสามารถมุ่งมั่นกับการขยายตัวในวันข้างหน้า ขณะที่บริษัทคู่แข่งต่างกุมขมับมัวแก้ปัญหาราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูง จน “สมัย” ลั่นปากไว้ว่า อีก 2-3 ปี จะโตอีกเท่าตัว ส่วนด้านของมาร์เก็ตแคปนั้นไม่กล้าระบุ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นจะให้ความสนใจมากน้อยเพียงไหน

“แง่ของรายได้เรามั่นใจ และภาพของบริษัท จะเปลี่ยนไปเยอะใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะงานในประเทศที่ขณะนี้มีความต้องการธุรกิจพลังงานสูง และงานประเภทนี้ไม่ค่อยมีคู่แข่ง พูดได้ว่า TRC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆ เช่นปีนี้เราติดตั้งปั๊ม เอ็นจีวีถึง 8 สถานี มูลค่า 200 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ทำให้ผลประกอบการในครึ่งหลังยังเติบโตได้ดี แต่ในไตรมาส 2 นี้อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้น”

“สมัย” กล่าวเสริมอีกว่า อีกประเด็นหลักจะฉุดให้ภาพการขยายตัวของบริษัทเติบโตอย่างมาก คือ การมุ่งรับงานต่างประเทศทางด้านธุรกิจพลังงาน อาศัยทุนเดิม คือ ประสบการณ์ที่มีอยู่ บวกกับความต้องการของโลก เพราะทุกวันนี้ทุกประเทศต่างมองหาพลังงานทดแทนในภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูง และ TRC มองเห็นภาพและโอกาสในจุดนี้ จึงเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นปัจจัยบวกให้กับบริษัท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทยังไม่มีงานต่างประเทศในมือเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะมองแบบอย่างระมัดระวัง และค่อยๆ ก้าว ซึ่ง TRC ระบุว่า มีแผนงานรองรับไว้แล้ว รวมถึงรายชื่อ ของพันธมิตร แต่ยังขออุบไว้ก่อน เกรงว่าจะเป็นการขี้โม้เกินไป

แม้ว่าไอเดียทางธุรกิจของ TRC ค่อนข้างกระฉูด แต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TRC ระบุว่า ยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน โดยมองการเพิ่มทุนว่า หากทำพร่ำเพรื่อ คงไม่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ถือหุ้นนัก ดังนั้น บริษัทจึงมองหาแนวทางการระดมเงินอื่นๆ ที่จะไม่ไปกระทบให้ ดี/อี ของบริษัทเพิ่มสูงเกินไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า

“ตัวบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถ กู้แบงก์ก็ได้ และขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ถ้าเราเดินแบบนี้ ก็ไม่ต้อง เว้นแต่จะมีโปรเจกต์ใหญ่ เข้ามา”

Advertisements

TRC ไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง หลังบริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้ดีเชื่อรายได้ทั้งปีโตตามเป้า2.4 พันล้านบาท
โตกว่า 50% เหตุครึ่งหลังมีโอกาสได้งานมากขึ้น 20-30% โบรกยังแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมาย 6.10 บาท

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC กล่าวกับ
“ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า สำหรับไตรมาส 2/51 บริษัทคาดว่าจะมีกำไรโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าช่วงไตรมาส
3-4 บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากโอกาสที่จะได้งานมากขึ้นส่วนกำไร ทั้งปีอาจลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้ช่วงต้นปีว่าจะมีกำไร
สูงกว่า 10 ล้านบาท

“ไตรมาส 2 ก็ธรรมดาไม่มีอะไรตื่นเต้น คาดว่าจะโตต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 เพราะโอกาส
ที่จะได้งานมีมากขึ้น แต่มองว่าทั้งปีอาจลดลงจากที่คาดไว้ว่าจะสูงกว่า 100 ล้านบาทเมื่อตอนต้นปี” นายสมัยกล่าว

นายสมัย กล่าวว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อภาระต้นทุนโดยเฉพาะราคาเหล็กปรับขึ้นมาที่ 40
บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 28 บาทต่อกิโลกรัม ที่ประเมินว่าจะกระทบต่อกำไรของบริษัทประมาณ
1-2% แต่เชื่อว่าปีนี้บริษัทสามารถมีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ก่อนที่มีกำไร 95.90 ล้านบาท

นอกจากนี้คาดว่ารายได้รวมบริษัทจะโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,600 ล้านบาทในปี 2550
หรือเติบโตประมาณ 50% ขณะที่บริษัทมีงานในมือ(Black log ) กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ภายในปีนี้
ขณะที่บริษัทเตรียมยื่นประมูลงานเพิ่มอีก 2-3 โครงการ มูลค่าประมาณ 1-2 พันล้านบาท หากชนะประมูลจะสามารถรับรู้รายได้ประมาณ 10% ปีนี้

“ตั้งแต่เราเห็นเทรนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเราก็บริหารด้วยการซื้อล่วงหน้า ไว้ส่วนหนึ่งประมาณ 2-3 พันตัน ต้องยอมรับว่า
สถานการณ์ตอนนี้ประเมินยากจริงๆ ว่าจะเป็นยังไงโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังปรับเพิ่มขึ้น หากอยู่ที่ 120-130 เหรียญต่อบาเรลเราดูแลได้แต่หากขึ้นมากกว่านี้ลำบาก และยังมีปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้คนไม่สบายใจชะลอการลงทุนอีก”นายสมัยกล่าว

นายสมัย กล่าวต่อว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2551 คาดว่าบริษัทจะสามารถเข้าประมูลงานมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นงานเร่งด่วน
ทำให้รับรู้รายได้เร็วขึ้นส่งผลให้แบ็กล็อกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน และคาดว่าบริษัทจะสามารถได้งานประมาณ 20-30%ของปริมาณงานทั้งหมด

ทั้งนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาขายหุ้น ในโครงการรอยัลราชดำริให้กับพันธมิตรภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องให้ TRS เป็นผู้รับเหมางานซึ่งประเมินเบื้องต้นว่าบริษัทจะได้รับเงินจากครั้งนี้ประมาณ 100 กว่าล้านบาท หากเข้ามาทันในช่วงไตรมาส3/51 ก็อาจจะทำให้กำไรกลับมาอยู่ในระดับที่บริษัทคาดการณ์ไว้

ส่วนงานต่างประเทศช่วงไตรมาส 3-4 จะเห็นความชัดเจนการเข้าไปรับงาน โดยบริษัทเข้าไปประมูลงานท่อก๊าซในประเทศโอมาน มูลค่าประมาณ 50-60 ล้านเหรียญหสรัฐจะรู้ผลช่วงไตรมาส 3/51 และร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆเข้าไปประมูลงานในประเทศไนจีเรียจะรู้ผลช่วงไตรมาส 3/51 เช่นกัน

นายสมัย กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะได้รับประโยชน์ จากนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนน้ำมัน โดยสร้างปั๊มให้บริการก๊าซ NGV ขึ้นทั่วประเทศที่คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 37,000 ล้านบาทเป็นโอกาสของบริษัทในการที่จะเข้าไปประมูลงานในส่วนที่บริษัทมีความถนัด เช่น การวางท่อส่งก๊าซหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

สำหรับราคาหุ้นที่ราคาซื้อขายของหุ้นในปัจจุบันอยู่ที่ 4.50 บาท ซึ่งต่ำกว่าพื้นฐานนั้นส่วนตัวมองว่าอาจเป็นเพราะช่วงนี้ราคาหุ้นในกระดานหลายตัวก็ปรับลดลงเหมือนกันบวกกับภาวะตลาดไม่ค่อยดีด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ที่ยังไม่ลงตัวช่วงนี้ แต่เชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์ในประเทศคลี่คลายจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้นต่อภาคการลงทุน

“จริงๆ แล้วก็อยากให้หุ้นตังเองขึ้นเหมือนกันนะ แต่ผมเองก็ไม่รู้ทำไมหุ้นถึงลงมาขนาดนี้ แต่เดาว่าอาจมาจากการที่นักลงทุนโดนกรณีฟอสเซลก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดของผมเองไม่ใช่แค่ ธฑฉ ที่ลงตัวอื่นก็ลงเหมือนกัน จึงไม่ค่อนซีเรียลเท่าไหร่” นายสมัยกล่าว

นักวิเคราะห์จากบล.โกลเบล็ก กล่าวว่า TRC เตรียมที่จะเข้าประมูลงานเพิ่มในปีนี้ประมาณ 10 โครงการ มูลค่ารวม 15,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทจะได้งานจากการเข้าประมูลประมาณ 30% ขณะที่มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากงานส่วนใหญ่เป็นงานของกลุ่ม ปตท. ที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัท

ทั้งนี้บริษัทความผันผวนของงานก่อสร้างโดยเข้าเป็นผู้พัฒนาโครงการและส่งงานให้ตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้บริษัทมีงานก่อสร้างเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอนาคต และเชื่อว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจะออกมาดี และส่งผลถึงรายได้ทั้งปีโต 37% และมีกำไรไม่ต่ำกว่า 42% ในปีนี้

อย่างไรก็ตามแนะนนำให้ซื้อได้ ในราคาเหมาะสมที่ 6.10 บาท เนื่องจากเห็นว่าราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมองว่า TRC สามารถบริหารจัดการต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างเหมาะสม แประกอบกับบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตสูงจากโอกาสที่จะได้งานในอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด แนะนำประมาณการจาก ถือ เป็น ซื้อ ในหุ้นTRC เนื่องจากเห็นว่าราคาซื้อขายของหุ้นในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเราประเมินมูลค่าพื้นฐานของ TRC ด้วยวิธี P/E Raito อิง Historical P/E ในอดีตที่ 6-17 เท่า

ทั้งนี้เราเห็นว่า TRC มีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคตและมี EPS Growth ในปีนี้ถึง 33% เพื่อสะท้อนถึงอัตราการเติบโตดังกล่าว เราจึงกำหนดระดับ P/E ในปีนี้ที่15 เท่า ซึ่งจะได้ราคาเหมาะสมหลังจากปรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจ่ายหุ้นปันผล และแจก Warrant ให้พนักงาน ในปี2551 ที่ 6.10 บาท

ทั้งนี้จากมูลค่างานในมือ(Backlog)ที่ยกมาจาก ปี 2550 จำนวน 611 ล้านบาท รวมกับงานที่เซ็นสัญญาใหม่ในปีนี้อีก 1,523 ล้าน บาทส่งผลให้ปัจจุบันมี Backlog 2,135 ล้านบาท ขณะเดียวกัน TRC เตรียมที่จะเข้า ประมูลงานเพิ่มในปีนี้อีก 10 โครงการ มูลค่ารวม 15,600 ล้านบาท ซึ่ง TRC คาดว่าจะ ได้งานจากการเข้าประมูลครั้งนี้ประมาณ 30% โดยเราคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่TRC จะได้งานตามที่คาดไว้ เนื่องจากงานส่วนใหญ่เป็นของกลุ่ม PTT

ทางบล.ได้ประมาณการผลดำเนินงานของTRC ในปีนี้ว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,138 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิที่ 137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีกที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางบล.ไม่กังวลกับผลประกอบการของไตรมาส1/2551ที่ออกมาต่ำ เนื่องจาก Backlog ที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 2,135 ล้านบาท ซึ่ง 70% คาดว่าจะรับรรายได้ในปีนี้ (ตามแผนงาน) จะผลักดันให้ผลประกอบการเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ำไตรมาส2/2551 เป็นต้นไป นอกจากนี้ TRC ยังมีโอกาสได้งานก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีกจากการเข้าประมูลงานในกลุ่มPTT

TRC มั่นใจจบดีลขายหุ้นโครงการราชเพลิน ไตรมาส2นี้ บุ๊กรายได้เข้ากระเป๋ากว่า 100 ล้านบาท ภายในไตรมาส3/2551 ด้านผู้บริหาร สมัย ลี้สกุล ระบุ ครึ่งปีหลังเร่งเดินหน้าคว้างานใหม่เสริมพอร์ต ที่จ่อคิวรอประมูลอยู่กว่า1,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมข้อมูลด้านธุรกิจพลังงาน Oil & Gas โรดโชว์ หวังดึงนักลงทุนสิงคโปร์เข้ามาลงทุนเพิ่ม

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณีการขายหุ้นในโครงการราชเพลิน สัดส่วน 35% นั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส2/2551 อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการรอเอกสารการตอบกลับในการเข้าซื้อหุ้น 2 กลุ่ม คือ นักลงทุนประเภทสถาบันในต่างประเทศ และบริษัทผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ

ทั้งนี้ หากว่าดีลดังกล่าวแล้วเสร็จ จะส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายหุ้นในโครงการดังกล่าวเข้ามา กว่า100 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวจะเข้ามารวมในงบบัญชีภายในไตรมาส3/2551 นี้

ส่วนแผนในครึ่งปีหลังนั้น นายสมัย ยังได้กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้าประมูลงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ในกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงานประมูลในโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ ประเทศโอมาน มูลค่าโครงการประมาณ 20-30 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกัน ทั้งนี้หากบริษัทได้รับงานประมูลเพิ่มจะส่งผลให้บริษัทมีมูลค่างานในมือเพิ่มจากปัจจุบันมี Back Log อยู่ที่ระดับ2,368 ล้านบาท

สำหรับการเตรียมข้อมูลความพร้อมที่จะเดินทางไปนำเสนอข้อมูลนักลงทุน(โรดโชว์)ในประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai)นั้น นายสมัย กล่าวว่า ในเบื้องต้นบริษัทจะนำธุรกิจพลังงาน ด้านการวางระบบท่อก๊าซ(Oil & Gas)ไปเสนอข้อมูลกับนักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศดังกล่าว เนื่องจากมองว่าธุรกิจประเภทพลังงานในขณะนี้ยังมีอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ารัฐบาลมีแผนที่จะขยายปั๊มNGV เพิ่มขึ้น ในงบประมาณรวมกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัทผู้ประกอบการเกี่ยวกับการวางระบบท่อก๊าซจะได้มีสัดส่วนการรับงานประเภทดังกล่าวในสัดส่วนโดยรวม70%
ขณะเดียวกันบริษัทมีมูลค่างานในมือ(back Log)งาน Oil & Gas ประมาณ 500-600 ล้านบาท ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าธุรกิจดังกล่าวยังมีแนวโน้มการขยายตัวได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้ในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2,400 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1,600 ล้านบาท กำไรสุทธิ 96 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนรายดังกล่าวจะมาจาก Back Logเดิมที่คาดว่าจะรับรู้เข้ามาปีนี้1, 500-1,600 ล้านบาท จากยอดBack Log รวมทั้งหมด 2,368 ล้านบาท
ราคาหุ้นTRC ปิดทำการซื้อขายเมื่อวันที่ (20 มิ.ย.2551)ที่ระดับ4.28 บาท เพิ่มขึ้น0.04 บาท หรือ 0.94%

http://www.mai.or.th/resources/newsHeadline/200806231129570123.doc

TUCC เทรดสนั่น เกินทุนจดทะเบียน ตลาดยันเก็งกำไรปกติ ราคาฟลอร์ต่อ 3 วันซ้อน TRC ถูกหางเลข ฟอร์ซเซล

วานนี้ หุ้นบริษัท ไทยยูนีคคอยล์เซ็นเตอร์ (TUCC) ยังถูกถล่มไม่เลิก นักลงทุนขนหุ้นมาขายทุบราคาหุ้นฟลอร์สนิท (ปรับตัวลงถึง 30% จากวันก่อน) ติดต่อเป็นวันที่ 3 ปิดที่ 3.10 บาท ดิ่งลง 1.32 บาท และเป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดของวันถึง 2,002.84 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 580.34 ล้านหุ้น ซึ่งสูงกว่าทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วที่ 253 ล้านหุ้น ทั้งนี้เป็นสัญญาณว่ามีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลงเนื่องในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ขึ้นเครื่องหมาย “H” หยุดพักการซื้อขายหุ้น TUCC เป็นการชั่วคราวเหมือนวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งวันนั้นมีการซื้อขายเพียง 717,900 หุ้น มูลค่า 3.17 ล้านบาทเท่านั้น

นายสุภกิจ จิระประดิษฐกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เบรกการซื้อขายหุ้น TUCC เป็นการชั่วคราววานนี้ แม้ปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงกว่าวันก่อนก็ตาม เพราะเป็นการเก็งกำไร ซื้อขายกันหลายรอบ หลังจากนักลงทุนเห็นราคาหุ้นกระเตื้องขึ้นระหว่างวัน

ทั้งนี้ วานนี้แตกต่างจากวันที่ 11 มิ.ย. ที่มีการส่งคำสั่งเสนอขาย (ออฟเฟอร์) ค้างอยู่สูงกว่า 30% ของทุนชำระแล้ว ทำให้ระบบส่งสัญญาณเตือน จึงเป็นที่มาของการหยุดพักเพื่อการตรวจสอบว่าการส่งคำสั่งถูกต้อง ไม่ได้ผิดพลาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ภัทรในอดีต

“เท่าที่เราดูกราฟความเคลื่อนไหวของการซื้อขายหุ้น TUCC วานนี้ เป็นการเก็งกำไร เพราะระหว่างวันราคาหุ้นรีบาวด์ นักลงทุนจึงเข้าเก็งกำไร” นายสุภกิจ กล่าว

สำหรับราคาหุ้น TUCC ที่ดิ่งลงติดฟลอร์ติดต่อกัน 3 วันนั้น นายสุภกิจ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อระบบ เพราะตลาดหุ้นโดยรวมไม่ได้ปรับตัวลงแรง และเป็นการปรับตัวลงแรงเพียงบางตัว ตามการใช้สินเชื่อมาซื้อหุ้น (มาร์จิน) และการถูกบังคับขาย(ฟอร์ซเซล)

ด้านราคาหุ้นที่เคยถูกถล่มลงแรงตามการฟอร์ซเซลเริ่มดีขึ้น โดยบริษัท ริช เอเชีย สตีล (RICH) บวก 0.20 บาท หรือ 8.33% ปิดที่ 0.26 บาท มูลค่าซื้อขายหนาตาถึง 675.37 ล้านบาท ส่วนบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ราคาผันผวน ทำกำไรหลายรอบ และสุดท้ายปิดที่ 7.60 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 3.18%

อย่างไรก็ตาม มีหุ้นบางตัวได้รับผลกระทบจากการฟอร์ซเซลด้วย โดยนายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทในระยะนี้ลดลงแรงว่า น่าจะเกิดจากการฟอร์ซเซล เนื่องจากหุ้น TRC อยู่ร่วมในพอร์ตของผู้ลงทุนที่ถูกบังคับขาย ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นของบริษัทก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

“เราไม่มีข่าวอะไรที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง เพราะฉะนั้นเหตุที่ลงมาเยอะน่าจะเนื่องจากถูกฟอร์ซเซล เมื่อโบรกเกอร์ต้องบังคับขายหุ้นของลูกค้า เห็นหุ้นของเรามีสภาพคล่องพอขายได้และน่าจะยังมีกำไร ก็เลยต้องขายพ่วงออกมา”

นายสมัย กล่าวว่า เมื่อเดือน พ.ค. บริษัทจ่ายหุ้นปันผลก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (ไดลูท) จาก 6 บาท ควรจะเหลือ 5.20 บาท แต่ขณะนี้อยู่ 4 บาทเศษ ขณะที่ผู้ถือหุ้นที่เป็นกองทุนไม่ได้ขาย

บริษัทจะดำเนินการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกเดือน เพื่อต้องการทราบความเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น ดังนั้น สิ้นเดือนนี้น่าจะทราบรายละเอียดว่าใครขายหุ้นออกไปบ้าง แต่ก่อนหน้านี้การเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นในแต่ละเดือนไม่มาก แม้แต่กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นระยะยาวหุ้นเอ็ม เอ ไอ ไม่ค่อยเคลื่อนไหว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อเพิ่มมากกว่า รวมถึงไทยเอ็นวีดีอาร์ปัจจุบันถือหุ้นบริษัทไม่ถึง 10% แต่สัดส่วนมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

TRC-UMS-UEC ตัวแทนบริษัทผู้ประกอบการจดทะเบียนในmai ได้รับเลือกตะลุยโรดโชว์ สิงคโปร์ต้นเดือนก.ค.นี้ มั่นใจจะขยายฐานสัดส่วนนักลงทุนประเภทสถาบันต่างชาติได้ เหตุบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ
จากกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai)จะไปนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์)นักลงทุนในประเทศสิงคโปร์ ช่วงต้นเดือนก.ค.2551 ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด โดยการนำบริษัทจดทะเบียนในmai 3 บริษัท อาทิ บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)หรือ UEC , บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน)หรือ UMS และ บริษัททีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือTRC ไปนำเสนอข้อมูลในประเทศดังกล่าว
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยในช่วงก่อนหน้านี้ว่า
เกณฑ์ในการคัดเลือกในข้างตนนั้น ทาง บล.ทิสโก้ จะพิจารณาจากบริษัทที่มีอัตราการเติบโตด้านผลการดำเนินงานต่อเนื่อง รวมถึงแผนการขยายศักยภาพเพิ่มของบริษัทนั้นๆ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจากแผนดังกล่าวจะส่งผลให้Maiมีโอกาสที่จะขยายสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มสถาบันมากขึ้น ปัจจุบันตลาดmai มีนักลงทุนประเทศดังกล่าวเข้ามาลงทุนเพียง5% เท่านั้น

@TRC ชูธุรกิจพลังงานโรดโชว์
ด้านนายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRCกล่าวว่า บริษัทได้รับเลือกเป็น1 ใน3 เพื่อเดินทางไปโรดโชว์ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์mai และบล.ทิสโก้ ภายในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารข้อมูล ในการนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนประเทศดังกล่าวอยู่
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นบริษัทจะนำธุรกิจพลังงาน ด้านการวางระบบท่อก๊าซ(Oil & Gas) ไปเสนอข้อมูลกับนักลงทุนประเภทสถาบันในต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าธุรกิจประเภทพลังงานในขณะนี้ยังมีอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ารัฐบาลมีแผนที่จะขยายปั๊มNGV เพิ่มขึ้น ในงบประมาณรวมกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัทผู้ประกอบการเกี่ยวกับการวางระบบท่อก๊าซจะได้มีสัดส่วนการรับงานประเภทดังกล่าวในสัดส่วนโดยรวม70% ดังนั้นTRC ซึ่งมีศักยภาพในธุรกิจดังกล่าวก็จะได้รับผลประโยชน์ได้ด้วย
ขณะเดียวกันบริษัทมีมูลค่างานในมือ(back Log)งาน Oil & Gas ประมาณ 500-600 ล้านบาท ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าธุรกิจดังกล่าวยังมีแนวโน้มการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งการโรดโชว์ในครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นการขยายฐานนักลงทุนสถาบันต่างชาติให้เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ระดับ เกือบ10% ทั้งนี้TRC มีมาร์เก็ตแคป ณ.11 มิ.ย.ที่ 1,537.80 ล้านบาท ลดลงจากในช่วงปิดงบบัญชีไตรมาสแรก ที่มีมาร์เก็ตแคป 1,822.33 ล้านบาท เนื่องจากTRC ได้มีการขึ้นเครื่องหมายXD เมื่อวันที่1 เม.ย.2551

@UMS ขายความเป็นบริษัท
ขณะที่นายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูนิคไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด(มหาชน)หรือ UMS กล่าวว่า การโรดโชว์ในครั้งนี้ UMS จะขายความเป็นบริษัทด้านการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจถ่านหิน รวมถึงแผนการขยายงานในอนาคต โดยจะเน้นการขยายแผนธุรกิจด้านโลจิติกส์ การขนส่งทางเรือ รวมถึงคลังสินค้าที่สามารถรองรับสต๊อกถ่านหินที่นำเข้ามาซึ่งเพียงพอต่อการสั่งซื้อของลูกค้า และล่าสุดบริษัทสามารถนำเรือขนส่ง 6 ลำ เข้ามาใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้ว ส่วนอีก4 ลำ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนก.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยในข้างต้น จะส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยปีละ 3% หรือ 90 บาทต่อตัน ดังนั้นหากพิจารณาในเบื้องต้นแล้วบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ลดลง สำหรับประมาณการรายได้ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่3,300 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)UMS ณ.11 มิ.ย.2551 อยู่ที่ 4,124 .93 ล้านบาท ลดลงจากในช่วงที่ปิดงบบัญชีในไตรมาส1/2551 ณ.วันที่ 30 มี.ค.ที่ระดับ 4,169.56 ล้านบาท

@UECเมินต่างชาติลงทุนเพิ่ม
ด้านนายไทยลักษณ์ ลี้ถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน)หรือUEC กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อที่จะนำไปเสนอแก่นักลงทุนสถาบัน ในประเทศสิงคโปร์ และในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ บริษัทจดทะเบียนทั้งในmai และSET ที่จะเดินทางไปโรดโชว์ จะมีการหารือ ข้อเสนอแนะ และรายละเอียด กับตลาดหลักทรัพย์ก่อน
อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปโรดโชว์ในครั้งนี้ บริษัทยังคงไม่คาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศได้ในสัดส่วนเท่าไร จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 20% ประกอบกับบริษัทมองว่าการพอร์ตการลงทุนของบริษัทมีสัดส่วนกองทุนต่างประเทศเข้ามาถือก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ แต่ในทางกลับกันหากมีการเทขายออก ก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นเกิดการผันผวน
ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทก็เดินสายโรดโชว์หลายแห่ง ซึ่งก็มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อไรที่กลุ่มนักลงทุนแห่กันเทขายราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการโรดโชว์ในครั้งนี้บริษัทจึงไม่อยากคาดหวังมากนัก นายไทยลักษณ์ กล่าว
ทั้งนี้สำหรับมาร์เก็ตแคป UEC ณ.วันที่ 11 มิ.ย.2551 อยู่ที่ 2,945.80 ล้านบาท ลดลงจากช่วงปิดงบบัญชี ณ.30 มี.ค.ที่ 3,946.82 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากกรณีที่บริษัทขึ้นเครื่องหมายXD เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2551 ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงก่อนหน้า (12 มี.ค.)มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ระดับ 4490.20 ล้านบาท

TRC พร้อมเต็มที่เสนอตัวรับงานผันน้ำครบวงจร 9 หมื่นลบ. แต่คาด
โครงการอาจเกิดไม่ทันในปีนี้ ขณะที่ย้ำเป้ารายได้ปีนี้ 2.4 พันลบ. พร้อมชูงานใน
มือมีแล้วกว่า 2 พันลบ. อีกทั้งยังไม่ปรับแผนลุยตลาด ตปท. แม้เริ่มพบกลิ่น
เวียดนามเงินเฟ้อจัด อาจลามเป็นปัญหาในอนาคต

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)
(TRC) กล่าวกับ eFinanceThai.com ว่า การที่ คณะกรรมการน้ำแห่งชาติสนับสนุนการลงทุน
โครงการผันน้ำครบวงจรเฟสแรก มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เหนือ อีสาน และลุ่มแม่
น้ำภาคกลาง และได้มีการอนุมัติโครงการขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ 6 พันแห่ง ซึ่งเตรียมเสนอ
เรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้านั้น ทาง TRC มีความพร้อมและสนใจจะเข้าร่วมรับ
งานดังกล่าวหากมีการเปิดประมูลจริง เพราะจะต้องมีงานในส่วนของท่อซึ่งบริษัทฯ มีความ
ชำนาญอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทฯ ก็มีงานที่ระยองด้านวางท่อเช่นกัน
‘ตามขั้นตอนโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถเปิดให้ประมูลงานได้ทันในปีนี้ ซึ่ง
บริษัทฯ คาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่งจากงานอยู่ที่ 10% ของมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท’นายสมัย กล่าว
ขณะที่บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ปีนี้ 2.4 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีงานในมือมีแล้วกว่า 2
พันล้านบาท รอทยอยรับรู้ส่วนใหญ่ในปีนี้ โดยเป็นงานจากทั้งของ TRC และของบริษัท สหการ
วิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย
ทั้งนี้ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากน้ำมัน และวัสดุปรับขึ้น ทำให้ในการรับงานบริษัทฯ ต้อง
ปรับราคาขึ้นประมาณ 30% หากเทียบกับต้นปี แต่จะไม่กระทบกับกำไรที่ประมาณการจากงาน
เดิมนัก เนื่องจากบริษัทฯ มีการซื้อวัสุดล่วงหน้า รวมถึงงานส่วนใหญ่ที่ได้มา วัสดุก่อสร้างจะเป็น
ของที่ลูกค้าจัดซื้อมาให้ ส่วนบริษัทฯ จะมีรายได้จากค่าบริการเป็นหลัก
ทั้งนี้บริษัทฯ ยังไม่ปรับแผนที่จะหาลูกค้าเพิ่มในตลาดต่างประเทศ แม้เริ่มมีความ
กังวลปัญหาเงินเฟ้อสูงที่ประเทศเวียดนาม หากรัฐบาลประเทศดังกล่าวควบคุมไม่ได้ ในอนาคต
อาจลุกลามเป็นผลกระทบกว้างทั้งเอเซีย
โดยปัจจุบันงานในประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชา พม่า ลาว หรือแม้กระทั่งเวียดนาม
ยังไม่ได้ลดลงจากที่ประมาณการณ์ไว้มากนัก ซึ่งการที่ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้ลองศึกษาโอกาสทาง
การตลาดในต่างประเทศ และเริ่มดำเนินการบ้างแล้วจะทราบผลโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนในปี
หน้าก่อนที่จะตัดสินใจในการลงุทนขยายตลาดเพิ่มเติมอีก หรือชะลอการลงทุนอีกครั้ง

Blog Stats

  • 53,474 hits
ตุลาคม 2018
อา พฤ
« พ.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  
Advertisements