T R C fan club

รายงานประจำปี2550

http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/cgi-bin/result56.php?from_page=find56&lang=T&cmb_comp_id=0951

ส่วนที่ 1

ข้อมูลสรุป (Executive Summary)

บริษัท ทีอาร์ ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ประกอบธุรกิจให้บริการด้านก่อสร้างและติดตั้งระบบวิศวกรรมในงานวางระบบท่อ และในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  บริษัทฯ ได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2548 ด้วยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป จำนวน 30 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.70 บาท ทำให้บริษัทฯ มีทุนชำระแล้ว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2548 เท่ากับ 150,000,000 บาท และบริษัทฯได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 20 เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2553

บริษัทฯ มีพันธมิตรทางธุรกิจ คือ บริษัท โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่เป็นบริษัทผู้นำด้านก่อสร้างและวิศวกรรมของประเทศสิงค์โปร์ ผู้ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2542 โดยเดิมได้เข้ามาถือหุ้นของบริษัทฯ ผ่านบริษัทฯย่อย คือ บริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และได้มีการปรับเปลี่ยนการถือหุ้นของบริษัทฯ มาถือหุ้นผ่านบริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งบริษัท โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 100 โดยบริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด ปัจจุบัน บริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทฯ จากร้อยละ 20 ลงเหลือร้อยละ 2.92

บริษัทฯ ได้รับงานรับเหมาก่อสร้างโครงการใหญ่ที่สำคัญในปี 2548 และ 2549 ดังนี้

ปี 2548

  • โครงการ WS Recovery Boiler Project มูลค่า 515 ล้านบาท จากบริษัท ไทยอินเซอร์เนอเรท จำกัด ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างโรงงานและติดตั้งอุปกรณ์เตาเผาสารละลายด่างที่เกิดจากกระบวนการผลิตไซโคลเฮกซาโนนเพื่อการผลิตไอน้ำ และเป็นโครงการแรกในหน่วยธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุสาหกรรมปิโตรเคมี
  • โครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติ Knock – out Drum Phase II จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่า126.5 ล้านบาท
  • โครงการท่อก๊าซธรรมชาติวังน้อย-แก่งคอย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการโดยประมาณ 2,100 ล้านบาท ดำเนินโครงการโดยกิจการร่วมค้า CPP-TRC Joint Venture ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไพพ์ไลน์ บูโร (China Petroleum Pipeline Bureau : CPP) เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น (China National Petroleum Corporation : CNPC) อันเป็นกลุ่มบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยบริษัทฯรับเหมาช่วงงานต่อจากกิจการร่วมค้า มูลค่างานประมาณ 269.35 ล้านบาท

ปี 2549

  • โครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดสงขลา (Songkhla Transmission Pipeline Project) มูลค่างาน 335.5 ล้านบาท และ 5.9 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (คิดเป็นมูลค่างานรวมเป็นเงินบาท 540.04 ล้านบาท)
  • โครงการก่อสร้างสถานีก๊าซและติดตั้ง In-Line Block Valve ในงานวางท่อก๊าซเอ็นจีวีสุวรรณภูมิ-พญาไท มูลค่างาน 185 ล้านบาท
  • โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา สัญญาที่ 2 โครงการประแสร์ จากบริษัท สหการวิศวกร จำกัด (เจ้าของโครงการคือกรมชลประทาน) มูลค่างาน 140.19 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปี 2550

ในเดือนเมษายน 2550   บริษัทฯ มีการเพิ่มทุนจำนวน 106,666,615 หุ้น ทำให้ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 256,666,615 บาท วัตถุประสงค์เพื่อแลกหุ้นเพิ่มทุนใหม่กับหุ้นของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด  บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานโยธา และมีประสบการณ์การทำงานด้านสาธารณูปโภคมานานกว่า 50 ปี  ทำให้สหการวิศวกร เป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2550 เป็นต้นมา จากการผนึกกำลังดังกล่าว ช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และการแข่งขันของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก  และเป็นการขยายขอบเขตของบริษัทฯ ในการเข้าร่วมประมูลงานและรับงานของหน่วยงานราชการได้เพิ่มขึ้น

หลังจากการได้มาซึ่งบริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทฯ ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ “สายงานพัฒนาโครงการและการลงทุน (Project Development and Investment)” เพื่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่  ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การศึกษาความเป็นไปได้ของสหการวิศวกร ซึ่งจะช่วยขยายลักษณะการประกอบธุรกิจ และเป็นการเสริมโอกาส และศักยภาพในการหารายได้ที่ต่อเนื่องของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ เห็นควรยกเลิกหน่วยธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจาก ที่ผ่านมา ไม่มีโครงการใหม่พัฒนาขึ้นจากหน่วยธุรกิจดังกล่าว และเป็นหน่วยธุรกิจที่ต้องอิงกับโครงการจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก

ในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2551 Rotary Trel Pte Ltd. (เป็นบริษัทย่อยของ Rotary Engineering Limited พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ที่เป็นบริษัทผู้นำด้านก่อสร้างและวิศวกรรมของประเทศสิงคโปร์) ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทฯ จากร้อยละ 20 ลงเหลือร้อยละ 2.92  และกรรมการตัวแทนจาก Rotary Engineering Limited ประเทศสิงค์โปร์ จำนวน 3 ท่าน คือ นายโลห์ อิงค์ คี นายทัน เต๊ก เส็ง และนางสาวจงกลณี ตันสุวรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป 

ในไตรมาสที่ 3     บริษัทฯ ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัท ราชเพลิน จำกัด  กับพันธมิตรอีก 2 ราย คือ ซีแลน คอร์ปอเรชั่น เอสดีเอ็น บีเอสดี  และบริษัท มณียา เรียลตี้ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 35 35 และ 30 ตามลำดับ   ทำให้ได้มาซึ่งราชเพลินเป็นบริษัทร่วม โดยราชเพลินจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2549 เพื่อก่อสร้างและดำเนินโครงการรอยัลราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงานและ/หรืออาคารที่พักอาศัยสูงประมาณ 50 ชั้นบนถนนราชดำริติดกับโรงแรมแกรนด์ไฮเอทเอราวัณ พื้นที่โครงการประมาณ 6 ไร่ ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี   โดยวัตถุประสงค์การลงทุน คือ ถือเงินลงทุนในระยะสั้น และการขายออกไป เพื่อรับกำไรจากการบริหารโครงการ ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาโครงการ นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ และ/หรือ บจก. สหการวิศวกร และ/หรือ บจก.สหการ ซีแลน (ประเทศไทย) จะได้รับสิทธิพิเศษที่จะได้รับการพิจารณาเป็นผู้รับเหมาหลักของงานก่อสร้างโครงการนี้เป็นลำดับแรก

ในปี 2550 บริษัทฯ ได้รับโครงการขนาดใหญ่ 3 โครงการ ต่อไปนี้

  • – โครงการส่วนต่อขยายท่อ ของกลุ่มบริษัทในเครือซีเมนต์ไทย (CCC Interconecting Pipeline Project) มูลค่างาน 337 ล้านบาท
  • – โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร บางปะอิน ของบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด มูลค่างาน 157 ล้านบาท
  • – โครงการสร้างศูนย์ไบโอดีเซลบางปะอิน ของบริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด มูลค่างาน 757 ล้านบาท (ลงนามในสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2551)

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

–               บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

บริษัททีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และ ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน โดยบริษัทฯ อาจมีการเข้าร่วมกับผู้รับเหมารายอื่นทั้งที่เป็นผู้รับเหมาในประเทศ และ/หรือต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมประกวดราคา รวมทั้งอาจมีการเข้าร่วมจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือคอนซอร์เตียม (Consortium) เพื่อใช้ในการเข้าร่วมประกวดราคาและบริหารงานโครงการ

ลักษณะงานที่บริษัทฯ ดำเนินการสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก คือ  

  • 1. งานออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering) คือ งานที่ลูกค้าจ้างทางบริษัทฯ ให้ออกแบบทางวิศวกรรม งานนี้เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมออกแบบการก่อสร้างและติดตั้งที่มีประสิทธิภาพที่สุดให้แก่ลูกค้า
  • 2. งานจัดซื้อ (Procurement) คือ งานการจัดหาวัสดุก่อสร้างตามที่ลูกค้าต้องการ มาเพื่อก่อสร้างและติดตั้งตามแผนดำเนินงานที่วางไว้ บริษัทฯ มักได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการงานประเภทนี้พร้อมกับงานก่อสร้าง
  • 3. งานก่อสร้าง (Construction) คือ งานการก่อสร้างและติดตั้งระบบงานวิศวกรรมจริงหลังจากที่ได้มีการออกแบบทางวิศวกรรมและจัดซื้อวัสดุก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว
  • 4. งานบริหารการก่อสร้าง (Construction Management) คือ งานควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

โดยลูกค้าอาจจ้างให้บริษัทฯ ดำเนินการในงานลักษณะเดียว หรือ หลายลักษณะประกอบกัน และบริษัทฯ อาจมีการจ้างหรือดำเนินการรับเหมาช่วงงานบางส่วนของแต่ละโครงการให้กับผู้รับเหมาช่วงที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เป็นพิเศษ หรือเป็นส่วนงานที่รวมมากับงานที่บริษัทฯ เป็นผู้ชนะประกวดราคาแต่ไม่ใช่งานหลักของบริษัทฯ เช่น งานโยธาในการทำฐานรากสำหรับการติดตั้งเครื่องจักร เป็นต้น

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีหน่วยธุรกิจ 4 หน่วยธุรกิจ ดังนี้

  • 1. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ โดยงานหลักของบริษัทฯ ในปัจจุบัน คือ ธุรกิจรับเหมาการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีเป็นอย่างดี โดยในอดีตบริษัทฯ จะทำงานในส่วนของระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Gas Distribution Pipeline) เป็นหลัก และได้เข้าสู่งานวางท่อก๊าซธรรมชาติบนบกข้ามประเทศ หรือ ข้ามจังหวัด (Cross-country pipeline) ซึ่งเป็นงานขนาดใหญ่ ในปี 2548 บริษัทฯ ได้รับงานวางท่อก๊าซธรรมชาติบนบกข้ามประเทศ หรือ ข้ามจังหวัด (Cross-country pipeline) ผ่านทางกิจการร่วมค้า CPP-TRC ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไพพ์ไลน์ บูโร สำหรับโครงการท่อก๊าซวังน้อย-แก่งคอยเป็นโครงการแรก และในปี 2549 ได้รับงานได้รับงานโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดสงขลา มูลค่างานรวม 540.4 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการเข้าประกวดราคางานในการวางระบบท่ออื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบท่อสำหรับการขนส่งวัตถุดิบทางด้านปิโตรเคมี และระบบท่อน้ำ เป็นต้น
  • 2. ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี บริษัทฯ ประกอบธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยบริษัทฯ อาจจะทำการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมพร้อมกับติดตั้งระบบวิศวกรรมสำหรับโรงงาน งานที่บริษัทฯจะรับติดตั้งระบบวิศวกรรมส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งบริษัทฯ อาจมีการร่วมลงทุนหรือหาบริษัทมาสนับสนุนเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการเสนอตัวเข้าประกวดราคาได้
  • 3. ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่จัดตั้งเพิ่มขึ้นในปี 2550 โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้า และโรงงานปิโตรเคมี โครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และร่วมพัฒนาโครงการ อาทิเช่น โครงการเขื่อนพลังงานไฟฟ้าสตึงนัม ที่ประเทศกัมพูชา โครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นต้น
  • 4. ธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯจะขยายงานออกสู่ต่างประเทศภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในงาน Pipeline, Fabrication & Modular Construction และ Turnkey Water Desalination หรือ Sea Water Reverse Osmosis (เปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด)

–               บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2497 ด้วยทุนจดทะเบียน 500,000 บาท โดยนายประเทือง คำประกอบ เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง   ปัจจุบัน สหการวิศวกรประกอบธุรกิจหลัก 4 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป   2) ธุรกิจก่อสร้างสาธารณูปโภค 3) ธุรกิจก่อสร้างอาคาร และ 4) ธุรกิจก่อสร้างโรงงาน   ซึ่งสหการวิศวกรให้บริการตั้งแต่งานออกแบบสถาปัตยกรรมจนถึงการก่อสร้างอาคารจนเสร็จสมบูรณ์

กิจการของ สหการวิศวกร เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี 2540   สหการวิศวกร ประสบปัญหาทางการเงินและเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการในปี 2543   อย่างไรก็ตาม สหการวิศวกร ได้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นผลสำเร็จ และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของ สหการวิศวกร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547  

ในเดือนเมษายน 2550 ผู้ถือหุ้นเดิมของสหการวิศวกรได้ทำรายการแลกหุ้นกับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้สหการวิศวกรเป็นบริษัทย่อยของทีอาร์ซีตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2550 เป็นต้นไป

เนื่องจาก การเข้าประมูลงานส่วนใหญ่ของหน่วยงานราชการ นอกจากการกำหนดคุณสมบัติเป็นผู้รับเหมาขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว บางกรณียังกำหนดคุณสมบัติทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท  ดังนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 สหการวิศวกรจึงได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 160 ล้านบาทเป็น 200 ล้านบาท เพื่อการเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างของสหการวิศวกร  

        สหการวิศวกรได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับการจัดลำดับเป็นผู้รับเหมาชั้นหนึ่ง และชั้นพิเศษจากหน่วยงานราชการหลายแห่ง อาทิเช่น กรมทางหลวง กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท กรุงเทพมหานคร การประปาส่วนภูมิภาค การท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งทำให้สหการวิศวกรสามารถเข้าร่วมประมูลงานโครงการต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูงจากหน่วยงานราชการดังกล่าวได้ 

งานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างที่ยังไม่ได้ส่งมอบของบริษัทฯ และบริษัทย่อย  ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 13 โครงการ มีมูลค่างานที่คงค้างทั้งหมดจำนวน 1,640.57 ล้านบาท (ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อที่ 3.5 ของส่วนที่ 2 เรื่อง งานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ) 

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ (สามารถดูปัจจัยความเสี่ยงทั้งหมดได้ในหัวข้อที่ 1 ในส่วนที่ 2 เรื่อง ปัจจัยความเสี่ยง)

  • § ความเสี่ยงจากการบริหารงานที่พึ่งพิงพันธมิตร และทีมผู้บริหารในการเข้าประกวดราคางาน

เนื่องจาก การประกวดราคาในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีประสบการณ์ หรือขนาดของทุน หรือสินทรัพย์ หรือความรู้เฉพาะทาง (Know-how) ตามที่เจ้าของโครงการกำหนดในการเข้าประกวดราคา ซึ่งในกรณีดังกล่าวบริษัทฯ อาจจำเป็นต้องร่วมหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรอื่นในการเข้าประกวดราคา ดังนั้น อาจเกิดความเสี่ยงในการหาพันธมิตรที่เหมาะสมในการเข้าร่วมประกวดราคา 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการพึ่งพิงประสบการณ์และความสามารถของทีมผู้บริหารในการประกวดราคางานของบริษัท เนื่องจากทีมผู้บริหารมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้เป็นอย่างดี จึงเข้าใจถึงข้อมูลงานและกำหนดราคาได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งจากการทำงานในอุตสาหกรรมมาเป็นระยะเวลานาน ทีมผู้บริหารจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยในการเข้าประกวดราคางานของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงอาจมีความเสี่ยง หากสูญเสียทีมผู้บริหารกลุ่มดังกล่าวไป

  • § ความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจ

การที่บริษัทฯ เข้าซื้อกิจการสหการวิศวกร ทำให้ขอบเขตการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีก 4 สายงาน คือ ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป ก่อสร้างสาธารณูปโภค ก่อสร้างอาคาร และก่อสร้างโรงงาน ในช่วงเริ่มต้นซึ่งเป็นระยะการปรับตัวของทีมงานทั้งสองบริษัท ทำให้เกิดการชะลอตัวทางธุรกิจบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารงาน และผู้บริหารของสหการวิศวกร   อีกทั้งยังมีการแต่งตั้งตัวแทนผู้บริหารระดับสูงของสหการวิศวกรเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริษัทฯ และมีการแต่งตั้งผู้บริหารของบริษัทฯ ไปเป็นคณะกรรมการบริษัทของสหการ ทั้งนี้ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทมีความสอดคล้องกันในด้านนโยบาย และการบริหารงานมากยิ่งขึ้น

  • § ความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าน้อยราย

บริษัทฯ มีรายได้หลักจากประกอบธุรกิจรับเหมาในงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติในกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มบริษัทในเครือปตท.   ทำให้รายได้ของบริษัทฯ อาจมีการพึ่งพิงกับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำหรับในบางปีที่งานส่วนใหญ่เป็นงานรับเหมาในงานวางท่อก๊าซธรรมชาติ     (สัดส่วนรายได้จากกลุ่มปตท. เทียบกับรายได้รวมเท่ากับร้อยละ 26 : 56 : 68 ในปี 2548 ถึง 2550 ตามลำดับ) แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้พยายามลดความเสี่ยงในการพึ่งพาดังกล่าวโดยในปี 2548 ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  ซึ่งทำให้ฐานลูกค้าของบริษัทฯ มีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้ ลักษณะของงานรับเหมาทำให้บริษัทฯ อาจมีลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละปีที่แตกต่างกันได้

  • § ความเสี่ยงจากการมีโครงสร้างรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ

    บริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจรับเหมา โดยงานส่วนใหญ่จะต้องอาศัยการเสนอราคาเข้าประกวดราคางาน (Bid) ดังนั้นหากมีการชะลอโครงการออกไป หรือไม่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดราคา หรือในกรณีของบริษัทย่อย ซึ่งงานบางส่วนพึ่งพิงกับงานจากหน่วยงานราชการ หากมีความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพทางการเมือง อาจส่งผลให้เกิดการชะลอโครงการสาธารณูปโภค  และอาจทำให้รายได้ของบริษัทฯ เปลี่ยนแปลงไปได้มาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีผู้รับเหมาในตลาดที่มีความสามารถในการทำงานเกี่ยวกับท่อก๊าซธรรมชาติไม่มากนัก รวมถึงการที่บริษัทฯ เริ่มมีการขยายธุรกิจออกไปสู่ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเริ่มรับงานในปี 2548  และบริษัทฯ ยังได้รับงานในงานวางระบบท่อน้ำเพิ่มเติม  ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในปี 2551  จึงคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารงานและความสม่ำเสมอของรายได้ได้ดีขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งบริษัทฯ ได้รับการตอบรับที่จะเป็นผู้ขายไฟฟ้า 40 เมกะวัตต์ อายุสัญญา 25 ปี แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเมื่อธันวาคม 2550  เพื่อให้บริษัทฯได้รับรายได้จากการขายไฟฟ้าที่ต่อเนื่องในระยะยาว

  • § ความเสี่ยงจากการความล่าช้าของโครงการก่อสร้าง

บริษัทฯ มีความเสี่ยงในการรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของโครงการหรือต้องจ่ายค่าเสียหายในกรณีที่มีความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการ ซึ่งความล่าช้าของโครงการอาจมีสาเหตุมาจากเจ้าของโครงการ หรืออาจมีสาเหตุจากความล่าช้าในการก่อสร้างของทีมงานบริษัทฯ เอง สำหรับความล่าช้าที่มีสาเหตุจากเจ้าของโครงการ บริษัทฯ จะมีความเสี่ยงในการต้องรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของโครงการ เช่น ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถจำกัดผลกระทบดังกล่าวได้โดยการบริหารกำลังคนและค่าใช้จ่ายในโครงการนั้น ๆ ให้เหมาะสมเมื่อมีเหตุการณ์ล่าช้า อีกทั้งพยายามที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากเจ้าของโครงการเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งในอดีตบริษัทฯ สามารถตกลงกับเจ้าของโครงการได้

ในกรณีที่ความล่าช้าของโครงการมีสาเหตุจากความล่าช้าในการทำงานของบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ มีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าของโครงการเรียกร้องค่าเสียหาย การป้องกันความเสี่ยงในลักษณะนี้สามารถกระทำได้โดยการวางแผนและเตรียมความพร้อมในเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ในการก่อสร้าง ความพร้อมและการพัฒนาในเรื่องความรู้ความสามารถของแรงงานและจำนวนของวิศวกรที่มีประสบการณ์ในการทำงานก่อสร้างเพื่อที่จะได้ดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถส่งงานได้ก่อนหรือตามกำหนดเวลา

  • § ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้าง

ในการดำเนินงานรับเหมาก่อสร้าง การเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการก่อสร้างและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เนื่องจากการที่บริษัทฯ จะเข้าประกวดราคางานรับเหมา บริษัทฯ จะต้องกำหนดราคาค่าก่อสร้างที่แน่นอน ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ เริ่มดำเนินการก่อสร้างแต่ราคาของวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ปรับตัวสูงขึ้นภายหลัง ก็ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างให้ตรงตามงบประมาณที่ตั้งไว้ บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงมีการเสนอราคาโดยอิงราคาที่เสนอจากผู้จัดหาวัสดุก่อสร้าง ซึ่งผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างหลักซึ่งเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของงาน เช่น เครื่องจักร ท่อก๊าซ วาล์ว เป็นต้น จะมีการยืนราคาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาที่จะสั่งซื้อจริงในกรณีที่บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกจากการประกวดราคา   นอกจากนี้  บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการเก็บวัสดุก่อสร้างไว้เป็นสินค้าคงคลังและไม่มีนโยบายในการเก็งกำไรในราคาของวัสดุก่อสร้าง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากงานส่วนใหญ่มีระยะเวลาทำงานสั้น ๆ ไม่เกินหนึ่งปี ทำให้ความผันผวนของราคาวัสดุไม่มากนัก และสามารถล็อกราคาวัสดุส่วนใหญ่ได้ 

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทย่อยนั้น อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจาก งานบางส่วนเป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ และมีระยะเวลาโครงการที่นานเกินกว่าหนึ่งปี  แต่อย่างไรก็ตาม สหการวิศวกรได้พยายามที่จะขยายฐานลูกค้า และลักษณะโครงการ ไปสู่กลุ่มลูกค้าปิโตรเคมี ซึ่งมีระยะเวลาโครงการระยะสั้นถึงปานกลางมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง

  • § ความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ผลิตสินค้า

เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้หลักจากค่าก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ทำให้วัสดุหลักที่บริษัทฯ ใช้หรืองานที่รับเหมามักจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ และโดยปกติแล้วจะมีการกำหนดรายละเอียดตราสินค้าของวัสดุ (Vendors List) ในสัญญารับเหมาก่อสร้างที่กำหนดเป็นรายโครงการไป ซึ่งทำให้บริษัทฯ ต้องไปพึ่งพิงกับผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ผลิตสินค้าน้อยรายตามที่กำหนดในสัญญา ดังนั้นหากผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ผลิตสินค้าตั้งราคาสินค้าให้กับบริษัทฯ สูงกว่าคู่แข่งอาจทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถชนะการประกวดราคางานหรือมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำลง และกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯได้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของโครงการมักจะไม่กำหนดสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายรายเดียว และบริษัทฯ เองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ผลิตสินค้าในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ที่มักถูกกำหนดไว้ให้เป็นสินค้าในสัญญา จึงน่าจะทำให้บริษัทฯ มีอำนาจต่อรองได้ในระดับหนึ่ง

  • § ความเสี่ยงทางด้านเงินทุนหมุนเวียน

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการก่อสร้าง ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอต่อปริมาณงานก่อสร้างในมือ และขนาดของโครงการก่อสร้างนั้น ๆ โดยเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อการประกวดราคางาน ดำเนินการก่อสร้างในขั้นต้น และใช้เป็นหลักประกันค้ำประกันกับธนาคารสำหรับการออกหนังสือค้ำประกันต่าง ๆ และ/หรือการใช้วงเงินสินเชื่ออื่น ๆ  ดังนั้น บริษัทฯ และบริษัทย่อย จึงมีความเสี่ยงหากมีเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ อาจจะไม่สามารถจัดหางานก่อสร้างเพิ่มเติมได้ หรืออาจจะไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ทำให้จะต้องเสียค่าปรับตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญารับเหมาก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ประสบปัญหาด้านเงินทุนในการดำเนินงานจึงมีการกำหนดนโยบายให้มีการบริหารสภาพคล่องของบริษัทฯ อย่างระมัดระวัง และพยายามกำหนดเงื่อนไขให้ระยะเวลาการจ่ายเงินต่อผู้จัดจำหน่ายสอดคล้องกับงวดการรับเงินจากเจ้าของโครงการ อีกทั้งบริษัทฯ จะวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ต้องการใช้งานเพื่อช่วยลดความต้องการใช้เงินทุน ลดความเสี่ยงในการเก็บรักษาและเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนจากการสั่งวัตถุดิบและอุปกรณ์ล่วงหน้า  รวมไปถึงมีการเจรจากับทางสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องในการให้การสนับสนุนในด้านเงินทุนหมุนเวียนของแต่ละโครงการ (Project Financing) 

  • § ความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน

เนื่องจากวัสดุก่อสร้างที่บริษัทฯ ซื้อมักจะต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติบริษัทฯ จะเสนอราคาเข้าประมูลโครงการโดยการประมาณการค่าซื้อวัสดุก่อสร้างด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน  อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมีมาก อาจทำให้ราคาที่เสนอไปมีความเป็นไปได้ที่จะต่ำกว่ามูลค่าของวัสดุก่อสร้างที่ซื้อมา และหากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลตราต่างประเทศที่บริษัทฯ มีภาระอยู่ บริษัทฯ อาจเกิดความเสียหายได้มาก และในบางกรณีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ อาจมีการกำหนดมูลค่าโครงการเป็นเงินตราต่างประเทศ  แม้ว่าจะสามารถบริหารการเงินโดยการสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นเงินสกุลเดียวกัน แต่ในบางกรณีที่มีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมาก ทำให้อาจเกิดภาวะอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นช่วงรับเงินค่างาน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ซื้อวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อทั้งฐานะทางการเงินและกำไรสุทธิของบริษัทฯได้   แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีนโยบายที่จะทำสัญญาซื้อขายเงินตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าสำหรับภาระค่าวัสดุที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว  

  • § ความเสี่ยงด้านบุคลากร

บริษัทฯ มีวิศวกรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการ หรือ วิศวกรโครงการรับผิดชอบในการควบคุมงานก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวิศวกรดังกล่าวในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้จัดจ้างวิศวกรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในจำนวนที่เหมาะสมเป็นพนักงานประจำของบริษัทฯ ให้เพียงพอกับปริมาณก่อสร้างที่มีอยู่ และบริษัทฯ มีนโยบายสร้างความรักองค์กรของพนักงานให้มีบรรยากาศการทำงานเหมือนเป็นครอบครัว และมีการส่งบุคลากรไปอบรมอยู่เสมอ และยังมีการว่าจ้างวิศวกรผู้ออกแบบหรือบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศผู้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตเฉพาะด้านของแต่ละโครงการเพื่อร่วมทำงาน และถ่ายทอดให้ความรู้กับวิศวกรของบริษัทฯ    โดยบริษัทฯ มีนโยบายในการควบคุมต้นทุนคงที่ (fixed cost) ให้ต่ำที่สุดที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการจ้างพนักงานเท่าที่จำเป็น

เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว  ในปี 2551 บริษัทฯ มีนโยบายที่ดำเนินโครงการออกหลักทรัพย์ให้กับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อการสร้างขวัญ กำลังใจ และแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน และเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอโครงการนี้ต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2551 เพื่อพิจารณาอนุมัติ

  • § ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระค่าก่อสร้าง

บริษัทฯ มีรายได้หลักจากค่าก่อสร้างที่เป็นงานรับเหมาก่อสร้าง ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงหากเจ้าของโครงการหรือคู่สัญญาดังกล่าวประสบกับปัญหาทางการเงินและไม่สามารถชำระค่าก่อสร้างได้ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทฯ และอาจจะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจปิโตรเคมี มักจะเป็นบริษัทที่ค่อนข้างใหญ่ และมีชื่อเสียง ซึ่งน่าจะทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวมีต่ำ และบริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว ดังนั้น ในการขยายงานออกไปยังธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงมีการพิจารณารับงานก่อสร้างจากเจ้าของโครงการหรือคู่สัญญาที่มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงเท่านั้น

 

ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน (สามารถดูรายละเอียดฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ได้ในหัวข้อที่ 12 ในส่วนที่ 2 เรื่อง ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน)

1.   ภาพรวมของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ธุรกิจหลักของบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานระบบท่อ และติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานของอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้นตามความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน ทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ยังมีแนวโน้มเติบโต สวนทางการชะลอเศรษฐกิจของประเทศ    และบริษัทฯ ยังได้เสิรมศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการขยายการให้บริการด้านการรับเหมาก่อสร้างให้ครบวงจรมากยิ่งขี้น โดยการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างผู้เชี่ยวชาญงานด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโยธา  บริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้และผลการดำเนินงานของสหการวิศวกร ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2550 เป็นต้นไป  สหการวิศวกรมีพันธมิตรที่มีศักยภาพสูง คือ Zelan Holding (M) Sdn Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ Zelan Berhad บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงาน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของมาเลเซีย  นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ ยังริเริ่มหน่วยธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ และพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่า ในปี 2551 น่าจะมีรายได้จากหน่วยธุรกิจนี้ ซึ่งมีประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงกว่าธุรกิจปกติ ที่ร้อยละ 30 – 40     

    ผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2550 อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ที่ระดับรายได้รวม 1,078.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 92.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 46.3 และ 82.3 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณารวมบริษัทย่อย บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,564.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 95.9 ล้านบาท   ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถประมูลงานใหม่ได้เพิ่มขึ้น 9 โครงการ มูลค่างานรวม 1,599 ล้านบาท  มูลค่างานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้ ณ สิ้นปี 2550 ที่ระดับ 1,640.57 ล้านบาท บริษัทฯ ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพมาตรฐาน ISO9001:2000 ตั้งแต่ปลายปี 2549 และในปี 2551 ได้เริ่มดำเนินการเพื่อให้ บริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทย่อยได้มาซึ่งระบบดังกล่าวเช่นกัน เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับคู่แข่ง และการเพิ่มมูลค่ากับการบริการต่อลูกค้าของกลุ่มบริษัทฯ  นอกจากนั้นแล้ว ในปี 2551 ได้มีแผนงานที่จะขยายงานออกสู่ต่างประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในงานด้าน Pipeline Steel Fabrication และ Turnkey Desalination  Plant

2.     ผลการดำเนินงาน

รายได้

อดีตที่ผ่านมารายได้ของบริษัทฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 97 – 99 มีที่มาจากรายได้จากการให้บริการและรายได้ค่าบริหารจัดการ  แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2550 ที่ผ่านมา รายได้จากการดำเนินงานหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย 1,564.80 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้จากการให้การบริการ 1,461.90 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.42  และที่เหลือร้อยละ 6.58 เป็นรายได้จากการขาย 102.89 ล้านบาท รายได้จากการขายเกิดขึ้นเนื่องจาก  สหการวิศวกรเป็นตัวแทนขายเครื่องจักรและอุปกรณ์โรงผลิตน้ำให้กับบจก. พีทีที ยูทิลิตี้ มูลค่า 104.74 ล้านบาท และบริษัทฯ มีการขายคืนท่อก๊าซให้กับบจก. ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติป มูลค่า 40.24 ล้านบาท สำหรับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับกลุ่มโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน   เนื่องจาก บริษัทฯ ได้สั่งซื้อท่อมาล่วงหน้า  แต่บจก. ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติมีการชะลอการก่อสร้างโครงการดังกล่าว จึงได้รับซื้อคืนท่อจากบริษัทฯ

โดยรายได้จากการขายและให้บริการของบริษัทฯ เป็นรายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อร้อยละ 93.86 โดยโครงการที่รับรู้รายได้สูงสุด คือ โครงการท่อก๊าซธรรมชาติที่สงขลา คิดเป็นร้อยละ 47.62 ของรายได้จากการขายและให้บริการ  ที่เหลือร้อยละ 6.14 เป็นรายได้จากงานติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   ส่วนรายได้ของสหการวิศวกรที่นำมารวมในรายได้จากการขายและให้บริการรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อย นั้น คือรายได้ที่เกิดขึ้นช่วงไตรมาส 2 ถึง 4 (ไม่รวมไตรมาสแรก เนื่องจากสหการวิศวกรเข้ามาเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ช่วงไตรมาส 2)  จำนวน 585.25 ล้านบาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากงานที่รับจากหน่วยงานในภาครัฐบาล ร้อยละ 73.61 คือจากงานก่อสร้างถนนที่เกาะกงให้กับรัฐบาลกัมพูชา และงานก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 35 สายกรุงเทพถึงปากท่อ จากกรมทางหลวง  ที่เหลือร้อยละ 26.39 เป็นงานจากภาคเอกชน

ในไตรมาส 2 ปี 2550 สหการวิศวกรได้มีการประนีประนอมยอมความกับบริษัทแห่งหนึ่ง สำหรับคดีฟ้องร้องให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายจากการบริหารโครงการใหญ่ โครงการสถาปัตยกรรม ลานจอดรถและอุปกรณ์ภาคพื้นของบมจ. การบินไทย   ซึ่งสหการวิศวกรได้รับรู้ผลขาดทุนจากโครงการดังกล่าวแล้วในปี 2548 (ในปี 2548 สหการวิศวกรมีผลขาดทุนสุทธิถึง 120.51 ล้านบาท ผลจากการรับรู้ขาดทุนจากโครงการดังกล่าว)   ดังนั้นสหการวิศวกรจึงมีรายได้จากค่าชดเชยจากการประนีประนอมหนี้ จำนวน 86.01 ล้านบาท รวมอยู่ในรายได้อื่น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการกำหนดอัตราส่วนในการแลกหุ้นของบริษัทฯ กับสหการวิศวกรที่เกิดในช่วงเดือนเมษายน 2550 ได้มีการพิจารณาคำนึงถึงโอกาสที่สหการวิศวกรจะได้รับค่าชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เงินชดเชยรับดังกล่าวจึงถือเป็นการคืนต้นทุนในการซื้อเงินลงทุนของบริษัทฯ ในสหการวิศวกร และนำส่วนที่สุทธิจากภาษีเงินได้ จำนวน 60.20 ล้านบาท มาหักค่าความนิยมในการซื้อกิจการในงบการเงินรวม  และไม่ถูกนำมารวมในรายได้ในงบการเงินรวมของบริษัทฯ  

รายได้อื่น ๆ ที่สำคัญที่ปรากฏในงบการเงินรวม ประกอบด้วย

– ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน 5.03 ล้านบาท เป็นส่วนแบ่งรายได้จากกิจการร่วมค้าที่สหการเข้าเป็นเป็นหุ้นส่วน คือ กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค-สหการ สำหรับโครงการระบบบำบัดน้ำเสีย กับเทศบาลเมืองมหาสารคาม   และกิจการร่วมค้าเอสเอสพี    สำหรับโครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา สัญญาที่ 2 โครงการประแสร์  ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนของ 4 บริษัท   คือ บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด ร้อยละ 40   บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ร้อยละ 40  และบริษัท พี.เอส.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร้อยละ 20

–  ดอกเบี้ยรับ 4.23 ล้านบาท

–  กำไรจากการประนอมหนี้  10.95 ล้านบาท เป็นกำไรที่สหการวิศวกรได้รับการยกหนี้จากเจ้าหนี้การค้ารายหนึ่ง จากโครงการที่ได้รับการประนีประนอมที่ได้กล่าวมาแล้ว

– รายได้อื่น 22.06 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ค่าออกแบบงาน รายค่าบริหารโครงการ รายได้ค่าชดเชยค่าก่อสร้าง (ค่า k) และรายได้ทางบัญชีจากส่วนต่างภาษีนิติบุคคลของสหการวิศวกรจากการประนีประนอมหนี้

ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ต้นทุนที่สำคัญในการให้บริการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย คือ วัตถุดิบ และค่าแรง ต้นทุนในการให้บริการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในปี 2550  เท่ากับ 1,356.66 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.42 ของรายได้รวม    ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารรวมเท่ากับ 111.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.95 ของรายได้รวม สัดส่วนลดลงจากปีก่อนของบริษัทฯ ที่อยู่ในระดับ 7.29   ค่าใช้จ่ายหลักของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคือ เงินเดือน ค่าตอบแทนผู้บริหาร และพนักงาน สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเมื่อเทียบกับรายได้รวมลดลงจากปีก่อน เนื่องจาก ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคคากร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ผลจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน และการใช้บุคคลาการร่วมกันของบริษัทฯ และบริษัทย่อย  

สหการวิศวกรมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ทำให้เกิดรายการขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวรขึ้น 18.03 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดจะอธิบายในหัวข้อฐานะการเงิน ในหัวข้อย่อย “สินทรัพย์”

กำไร

                – กำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงาน

ปี 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรขั้นต้น เท่ากับ 208.14 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 13.30  ซึ่งลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน และเมื่อเทียบกับกำไรขั้นต้นเฉพาะของบริษัทฯ  ซึ่งอยู่ในระดับ 15.73 และ 16.61 ตามลำดับ  ทั้งนี้ เนื่องจาก สหการวิศวกรมีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่ต่ำกว่าบริษัทฯ อันเป็นไปตามลักษณะธุรกิจของการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป ประกอบกับในปี 2550 มีโครงการหนึ่งของสหการวิศวกรที่ประสบผลขาดทุน (โครงการได้แล้วเสร็จและส่งมอบงานแล้ว) ทำให้ในปี 2550 สหการวิศวกร มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียงร้อยละ 4.62   แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ผลจากการรวมกิจการ     และการมีนโยบายมุ่งเน้นการรับงานในธุรกิจปิโตรเคมี คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของสหการวิศวกรจะปรับตัวสูงขึ้น

กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เท่ากับ 96.44 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 61.60 ล้านบาท  แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงจาก ร้อยละ 8.40 เป็นร้อยละ 6.16  สาเหตุเช่นเดียวกับการลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นที่กล่าวข้างต้น

                            – กำไรสุทธิ

ในปี 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 95.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 5.9 ลดลงจากร้อยละ 6.9 ในปีก่อน  แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิของเฉพาะบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 92.7 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 8.6 อัตรากำไรสุทธิรวมลดลงเมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิจากงบเดี่ยว เนื่องจาก การพิจารณาไม่นำรายได้จากการประนีประนอมหนี้ที่สหการวิศวกรได้รับ 86.0 ล้านบาท มารวมในงบรวม 

อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2548 และ 2549 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท และ 0.13 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ  51.43 และ 40.39 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย ตามลำดับ  และสำหรับผลการดำเนินงานปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551  ได้มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 พิจารณาอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2550 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล ดังนี้

–   กำไรสุทธิประจำปี 2550 ของบริษัทฯ                                                                                           92,659,915     บาท

–   จัดสรรกำไรสุทธิร้อยละ 5 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย                                                                4,632,996     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ                                                                                                       73,333,319     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด                                                                                                              8,148,147     บาท

การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวบริษัทฯ จะจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตรา 7 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 2 หุ้นปันผล หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.28571 บาท (ศูนย์จุดสองแปดห้าเจ็ดหนึ่งบาท) โดยคำนวณมูลค่าจากราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท รวมเป็นหุ้นปันผลจำนวนทั้งสิ้น 73,333,319 หุ้น กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ณ วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ในกรณีที่หุ้นปันผลที่คำนวณได้ออกมาเป็นเศษหุ้นน้อยกว่า 1 หุ้น ให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดแทน กำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551

โดยมีรายละเอียดการจ่ายหุ้นปันผลและเงินสดปันผลดังนี้

1           มูลค่าเงินสดปันผล       0.03174    บาท/หุ้น             

             หัก ภาษี ณ ที่จ่าย          0.00317    บาท/หุ้น                     

             เงินสดปันผลสุทธิ        0.02857    บาท/หุ้น             

2           มูลค่าหุ้นปันผล            0.28571    บาท/หุ้น

             หัก ภาษี ณ ที่จ่าย          0.02857    บาท/หุ้น

             หุ้นปันผลรับสุทธิ       0.25714      บาท/หุ้น

3.  ฐานะทางการเงิน

                เนื่องจาก  ณ สิ้นปี 2550 มีการรวมรายการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทย่อย คือ สหการวิศวกร เข้ามาในฐานะการเงินของบริษัทฯ ตามงบการเงินรวม ดังนั้น การวิเคราะห์ฐานะการเงินในปี  2550 จะวิเคราะห์จากฐานะการเงินรวมเป็นหลัก 

สินทรัพย์

                วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,028.65 ล้านบาท  ประกอบด้วยสินทรัพย์หมุนเวียนร้อยละ 59.45 และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนร้อยละ 40.55  รายการหลักของสินทรัพย์ได้แก่ ลูกหนี้การค้า รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระ เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน ค่านิยมในการรวมกิจการ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และเงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ

  • ลูกหนี้การค้า-สุทธิ

ลูกหนี้การค้าสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2550  รากฏจำนวน 177.67 ล้านบาท การจัดการบริหารลูกหนี้ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยยังคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จาก ยอดคงค้างของลูกหนี้การค้าแยกตามอายุหนี้ที่คงค้าง ประกอบด้วยลูกหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดชำระร้อยละ 66.79 ลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ร้อยละ 24.63 และที่เหลือร้อยละ 8.58  เป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน        

–       รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระ

ตามปกติของงานก่อสร้าง รายได้จะได้รับเป็นงวด ๆ ตามความคืบหน้าของงาน (Percentage of Completion) ดังนั้น บริษัทฯ และบริษัทย่อย จะมีรายได้บางส่วนที่บันทึกตามบัญชีแล้ว แต่ยังไม่ได้เรียกชำระจากผู้ว่าจ้างเนื่องจากยังก่อสร้างและติดตั้งไม่ถึงจุดที่จะทำการเรียกชำระได้ตามข้อกำหนดในสัญญา (Milestone Collection) ซึ่งจะต้องมีการทำงานให้ถึงจุดที่กำหนดก่อนจึงจะสามารถส่งใบเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งหลังจากนั้นรายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระจะกลายเป็นลูกหนี้การค้าแทน ซึ่งยอดรายได้ที่ยังไม่เรียกชำระของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2550 เท่ากับ 82.30 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 8.00 ของสินทรัพย์รวม

  • เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน

เป็นส่วนเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีเงินฝากประจำที่ใช้เป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามสัดส่วนที่สถาบันการเงินกำหนด  จำนวนรวม 163.09 ล้านบาท ทั้งในรูปวงเงินกู้เพื่อใช้เงินทุนหมุนเวียน และรูปวงเงินกู้เพื่อสนับสนุนโครงการ (Project Finance)  

  • ค่าความนิยมในการรวมกิจการ

ค่าความนิยมในการรวมกิจการ เกิดขี้นจากการที่บริษัทฯ เข้าซื้อสหการวิศวกรในมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนของสหการวิศวกร และเนื่องจากการกำหนดอัตราส่วนในการแลกหุ้นระหว่างบริษัทฯ กับสหการวิศวกร ได้มีการพิจารณาคำนึงถึงโอกาสที่สหการจะได้รับค่าชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว จึงได้นำรายได้เงินชดเชยจากการประนอมหนี้(สุทธิจากภาษีเงินได้) 60.2 ล้านบาท มาหักออกจากมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย  และเกิดค่าความนิยม มูลค่า 117.2 ล้านบาท   ปรากฏในงบดุลรวมของบริษัทฯ โดยค่าความนิยมจะถูกตัดจำหน่ายภายในระยะเวลา 10 ปี หรือปีละ 11.7 ล้านบาท หรือไตรมาสละ 2.9 ล้านบาท  เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นต้นไป  ค่าความนิยมตัดจำหน่ายได้รวมอยู่ในรายการค่าใช้จ่ายในการบริหารในงบกำไรขาดทุนรวม

                                                                                                                                              (หน่วย : ล้านบาท)

มูลค่าหุ้นเพิ่มทุนของ TRC ที่ออกเพื่อแลกกับหุ้นของสหการ- สุทธิ

277.40

หัก มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของสหการ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2550

(100.04)

      รายได้ค่าชดเชยจากการประนอมหนี้ของสหการวิศวกร (สุทธิจากภาษีเงินได้)

(60.20)

ค่าความนิยมในการรวมกิจการ

117.16

หัก  ค่าตัดจำหน่ายไตรมาส 2 ถึง 4        (รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของงบการเงินรวม)

(8.09)

ค่าความนิยมในการรวมกิจการ สุทธิ ณ สิ้นปี 2550

109.07

  • – ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิปรากฏยอด 95.17 ล้านบาท ในปีนี้ มีการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร 32.46 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนในอาคารระหว่างก่อสร้าง เพื่อก่อสร้าง Fabrication Shop ที่อำเภอภูตาหลวง จังหวัดชลบุรี 12.87 ล้านบาท เครื่องมือและอุปกรณ์ 9.04 ล้านบาท ส่วนปรับปรุงสินทรัพย์เช่า 4.67 ล้านบาท เครื่องตกแต่งติดตั้งและเครื่องใช้สำนักงาน 4.31 ล้านบาท และยานพาหนะ 1.60 ล้านบาท  และมีการพิจารณาตัดจำหน่ายสินทรัพย์ 18.30 ล้านบาท   เนื่องจากสหการวิศวกรได้รับโอนอุปกรณ์ก่อสร้างมาจากเจ้าหนี้ผู้รับเหมารายหนึ่ง และผู้รับเหมารายดังกล่าวไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้าง แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานในกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ และผู้บริหารเห็นว่าสินทรัพย์ดังกล่าวไม่มีมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน จึงพิจารณาตัดจำหน่ายสินทรัพย์สุทธิออกจากบัญชีทั้งจำนวน 17.40 ล้านบาท  รวมอยู่ในขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ส่วนที่เหลือ 0.90 ล้านบาทเป็นการตัดจำหน่ายอาคาร เครื่องตกแต่งติดตั้งและเครื่องใช้สำนักงาน

  • – เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ

สหการวิศวกรมีการให้เงินสนับสนุนในลักษณะของเงินทดรองจ่ายแก่บริษัทแห่งหนึ่งในกัมพูชา ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างนักลงทุนชาวไทยและกัมพูชา  เพื่อการพัฒนาและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสตึงนัม  จำนวน 38.25 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้สหการวิศวกรสามารถแปลงเป็นทุนในบริษัทดังกล่าว หรือแปลงเป็นเงินให้กู้ยืม ภายในปี 2551 และสามารถขยายระยะเวลาการใช้สิทธิไปได้อีกหนึ่งปี  โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่วนพัฒนาโครงการและการลงทุนอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และหาผู้ร่วมทุน

หนี้สิน และแหล่งที่มาของเงินทุน

                จากลักษณะธุรกิจของบริษัทฯ หนี้สินส่วนใหญ่ของบริษัทฯ จะอยู่ในรูปของเจ้าหนี้การค้า ต้นทุนงานที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง เงินรับล่วงหน้าตามสัญญาก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย  ในปี 2550 ได้มีการรวมหนี้สินของบริษัทย่อยเข้ามาในงบการเงินรวม ปรากฏรายการที่สำคัญคือ หนี้สินจากการประนีประนอมหนี้จากการเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้การค้า สำหรับโครงการที่สหการวิศวกรได้ฟ้องร้องให้บริษัทแห่งหนึ่งชดใช้ค่าเสียหายจากขาดทุนจากโครงการที่บริษัทดังกล่าวเป็นผู้บริหารโครงการ  โดยสหการวิศวกรได้รับการยกหนี้จากเจ้าหนี้รายหนึ่งเป็นจำนวน 10.95 ล้านบาท และยังคงเหลือหนี้สินที่เกิดจากการประนอมหนี้รวม 27.15 ล้านบาท   เป็นส่วนที่ต้องชำระในปี 2551 16.45 ล้านบาท และที่เหลือเป็นหนี้ระยะยาว  

บริษัทฯ และบริษัทย่อย จัดหาเงินทุนโดยใช้เงินทุนจากเงินทุนหมุนเวียน กล่าวคือ ใช้เครดิตที่ได้จากเจ้าหนี้การค้าเพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องลงทุนในลูกหนี้การค้า และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น นอกจากนี้ยังอาศัยเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น และจากเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ การกู้ยืมเงินเพื่อการบริหารงานโครงการของบริษัทฯ  มักเป็นการกู้ยืมระยะสั้นในลักษณะ Project Finance ซึ่งมีหลักประกันเป็นเงินฝากประจำค้ำวงเงิน ซึ่งจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนของบริษัทฯ ทำให้มีสถาบันการเงินเข้ามาเสนอบริการสินเชื่อให้กับบริษัทฯ และบริษัทฯ สามารถเจรจาต่อรองเงื่อนไขด้านอัตราค่าธรรมเนียม อัตราดอกเบี้ย และสัดส่วนเงินฝากค้ำประกันที่ลดลง  และสำหรับบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ก็ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้ประมูลงานจากหน่วยงานราชการ และสำหรับโครงการทั่วไปจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในปี 2550 ช่วยสนับสนุนให้ด้านการจัดหาเงินทุนในการบริหารและดำเนินโครงการ

                หลังการได้มาซึ่งสหการวิศวกรเป็นบริษัทย่อย ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในภาพรวมสูงขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน คือ เพิ่มขึ้นจาก 0.65 เท่าเป็น 0.72 เท่า ทั้งนี้ เนื่องจาก สหการวิศวกรมีโครงสร้างของหนี้สินต่อทุนในระดับที่สูงกว่าบริษัทฯ แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเงินทุนของสหการวิศวกร ได้มีปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นลำดับ   โดย ณ สิ้นปี 2548 2549 และ 2550 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 11.17 เท่า 6.52 เท่า และ 1.65 เท่าตามลำดับ

สภาพคล่อง

                                                                                                                                (หน่วย : ล้านบาท)

  ปี 2550 (งบการเงินรวม) ปี 2549
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน 335.83 (140.50)
เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน (56.58) (40.20)
เงินสดสุทธิจาก (ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน (184.22) (10.10)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (95.03) (190.81)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต้นปี 39.49 230.30
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายปี 134.52 39.49

                ในปี 2550 เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน เท่ากับ 335.83 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีลูกหนี้การค้า รายได้ที่ยังไม่เรียกชำระ และลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น  รวมถึงการลดลงของเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าตามสัญญาก่อสร้างซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ และความคืบหน้าในการก่อสร้างของแต่ละโครงการที่เพิ่มขึ้น

                เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 56.58 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากธนาคารที่มีภาระผูกพัน ที่ใช้เป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อที่ได้รับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการขยายตัวของธุรกิจ  และการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร และการให้ความสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัมในรูปเงินทดรองจ่ายที่ได้กล่าวมาแล้ว

                เงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 184.22 ล้านบาท     บริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2549 จำนวน 19.50 ล้านบาท และมีการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น จำนวน 140.07 ล้านบาท 

ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยของบริษัทฯ และบริษัทฯ ในปีนี้ อยู่ที่ 38 วัน ลดลงจากปีก่อนที่ 60 วัน     (เฉพาะของบริษัทฯ)  เนื่องจาก ความมีประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้  ส่วนระยะเวลาชำระหนี้อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน คือ 36 วัน   บริษัทฯ  มีอัตราส่วนสภาพคล่องลดลงจาก 2.06 เท่า เป็น 1.46 เท่า และ อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วอยู่ที่ระดับ 0.75 เท่า ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 1.21 เท่า เนื่องจาก สหการวิศวกรมีหนี้สินหมุนเวียนจำนวนมาก จากเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ และจากเจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย

ส่วนที่ 2

บริษัทที่ออกหลักทรัพย์

ชื่อบริษัท

:

บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”)
ประกอบธุรกิจ

:

ระกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่

:

เลขที่ 1 อาคาร ทีพี แอนด์ที ชั้น 14 ซอยวิภาวดีรังสิต 19 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
เลขทะเบียนบริษัท

:

0107548000293
Home Page

:

http://www.trc-con.com
โทรศัพท์

:

(66) 02 936 1660
โทรสาร

:

(66) 02 936 1670 – 1

โครงสร้างรายได้

หมายเหตุ:

(1) เริ่มรับรู้รายได้จากบจก. สหการวิศวกร บริษัทย่อย ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 เป็นต้นไป 

 (2) รายได้อื่น ได้แก่ รายได้ค่าบริหารจัดการ รายได้ดอกเบี้ย และรายได้อื่น ๆ

3.  การประกอบธุรกิจของแต่ละสายผลิตภัณฑ์

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีหน่วยธุรกิจ 4 หน่วยธุรกิจ คือ หน่วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ หน่วยธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน และหน่วยธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2548 เพื่อการเข้าประกวดราคางานในอนาคต

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีหน่วยธุรกิจ 4 หน่วยธุรกิจ ดังนี้

  • 1. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ โดยงานหลักของบริษัทฯ ในปัจจุบัน คือ ธุรกิจรับเหมาการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีเป็นอย่างดี โดยในอดีตบริษัทฯ จะทำงานในส่วนของระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Gas Distribution Pipeline) เป็นหลัก และได้เข้าสู่งานวางท่อก๊าซธรรมชาติบนบกข้ามประเทศ หรือ ข้ามจังหวัด (Cross-country pipeline) ซึ่งเป็นงานขนาดใหญ่ ในปี 2548 บริษัทฯ ได้รับงานวางท่อก๊าซธรรมชาติบนบกข้ามประเทศ หรือ ข้ามจังหวัด (Cross-country pipeline) ผ่านทางกิจการร่วมค้า CPP-TRC ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไพพ์ไลน์ บูโร สำหรับโครงการท่อก๊าซวังน้อย-แก่งคอยเป็นโครงการแรก และในปี 2549 ได้รับงานได้รับงานโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดสงขลา มูลค่างานรวม 540.4 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการเข้าประกวดราคางานในการวางระบบท่ออื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบท่อสำหรับการขนส่งวัตถุดิบทางด้านปิโตรเคมี และระบบท่อน้ำ เป็นต้น
  • 2. ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี บริษัทฯ ประกอบธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยบริษัทฯ อาจจะทำการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมพร้อมกับติดตั้งระบบวิศวกรรมสำหรับโรงงาน งานที่บริษัทฯจะรับติดตั้งระบบวิศวกรรมส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งบริษัทฯ อาจมีการร่วมลงทุนหรือหาบริษัทมาสนับสนุนเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการเสนอตัวเข้าประกวดราคาได้
  • 3. ธุรกิจพัฒนาโครงการและการลงทุน ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่จัดตั้งเพิ่มขึ้นในปี 2550 โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้า และโรงงานปิโตรเคมี โครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และร่วมพัฒนาโครงการ อาทิเช่น โครงการเขื่อนพลังงานไฟฟ้าสตึงนัม ที่ประเทศกัมพูชา โครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นต้น
  • 4. ธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯจะขยายงานออกสู่ต่างประเทศภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในงาน Pipeline, Fabrication & Modular Construction และ Turnkey Water Desalination หรือ Sea Water Reverse Osmosis (เปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด)

ภาวะของอุตสาหกรรมและการแข่งขัน

อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

–   ภาพรวมอุตสาหกรรม

             ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Transmission Pipeline) ของกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล และระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Distribution Pipeline) โดยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของกลุ่ม ปตท. จะต่อเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ในอ่าวไทย และท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา และ   เยตากุน สหภาพเมียนมาร์ ที่ชายแดนไทย-สหภาพเมียนมาร์ เข้ากับผู้ผลิตไฟฟ้า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และลูกค้าอุตสาหกรรม

การปรับโครงสร้างกิจการก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในระยะยาว มุ่งให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาพลังงานให้กับผู้บริโภค โดยการแยกกิจการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติออกจากกัน และให้มีการเปิดให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA) สำหรับระบบท่อของ  ปตท. หากมีความสามารถในการขนส่งเหลือเพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสามารถซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้ผลิตได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ปตท. จะยังคงมีสิทธิในการซื้อหรือขายก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาที่มีอยู่ในปัจจุบันและสัญญาที่อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองจนกว่าจะหมดอายุสัญญา ทั้งนี้ ผู้ค้าก๊าซธรรมชาติรายใหม่จะสามารถขายตรงให้กับลูกค้าโดยผ่านกลไกของการให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยองค์กรกำกับดูแลอิสระที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต

             บริษัทฯ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานวางท่อก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวางท่อก๊าซสายส่งไปยังผู้ใช้ปลายทาง (Distribution pipe) ซึ่งเป็นงานวางท่อขนาดเล็กเพื่อส่งไปยังผู้ใช้ปลายทาง เช่น งานวางท่อจากท่อประธานไปยังบริษัทในนิคมอุตสาหกรรม และสำหรับงานวางท่อก๊าซธรรมชาติบนบกข้ามประเทศ หรือ ข้ามจังหวัด (Cross-country pipe)  ซึ่งเป็นงานขนาดใหญ่ที่ต้องมักจะต้องอาศัยผู้ร่วมทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศนั้น ในปี 2548 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรซึ่งเป็นบริษัทวางท่อก๊าซขนาดใหญ่ในประเทศจีน คือ บริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไพพ์ไลน์ บูโร (China Petroleum Pipeline Bureau: CPP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไชน่า เนชั่นแนล ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น (China National Petroleum Corporation: CNPC) อันเป็นกลุ่มบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยการร่วมทุนจัดตั้งกิจการร่วมค้าซีพีพี ทีอาร์ซี เพื่อดำเนินการโครงการท่อก๊าซวังน้อย-แก่งคอย ของปตท.  จากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทฯ ได้รับโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติสงขลาจากปตท. ในปี 2549 ซึ่งได้ส่งมอบงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ในปี 2550  ประเทศไทยมีปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติรวม 3,236 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.1 เนื่องจากปีนี้สามารถผลิตก๊าซจากแหล่งภูฮ่อมได้ตลอดปีในระดับ 95 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ประกอบกับการเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งพม่า ก๊าซธรรมชาติถูกใช้ในการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของการใช้ทั้งหมด จำนวน 2,286 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.5  ใช้ในโรงแยกก๊าซปริมาณ 574 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8.9 ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมปริมาณ 353 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และที่เหลือร้อยละ 1 ใช้ในภาคขนส่ง (รถยนต์ NGV) ปริมาณ 23 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.3

–   แนวโน้ม

ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีปัจจัยหลักคือ ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนน้ำมันเตา  ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด โดยในปี 2550 ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง คิดเป็นร้อยละ 66.8 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด  ในระยะยาวคาดว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้ไฟที่สูงขึ้น โดยผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหม่จะเลือกใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติจะสามารถแข่งขันได้ และเป็นที่ยอมรับด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น 

นอกจากนั้นแล้ว ภาครัฐยังมีนโยบายที่จะผลักดันการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งมากขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ และช่วยลดผลกระทบต่อผู้บริโภคจากการที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูง ประกอบกับความต้องการผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มภายในประเทศและความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่เสริมสร้างให้ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ที่มา : ข่าวปตท.ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550

จากแผนการลงทุนในอนาคตของปตท.ข้างต้น จะเห็นได้ว่า การลงทุนส่วนใหญ่ของปตท. เป็นการลงทุนในกล่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นร้อยละ 72  ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งประมาณการว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2550-2554) จะมีความต้องการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.6 ต่อปี ดังนั้น ปตท.จึงต้องวางแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอทั้งจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ รวมถึงลงทุนในระบบเครือข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเป็นไปตามแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3 ซึ่งใช้เป็นกรอบในการลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งในทะเลและบนบกจำนวนรวม 11 โครงการ เช่น โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครเหนือและพระนครใต้ เป็นต้น ทั้งนี้จะทำให้ ปตท. มีความสามารถในการส่งก๊าซฯ ในทะเลและบนบกเพิ่มขึ้นอีก 1,900 และ 2,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามลำดับ

อุตสาหกรรมรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

–   ภาพรวมอุตสาหกรรม

             สถานการณ์ปี 2550 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในช่วงที่มีความผันผวนอย่างมากต่อเนื่องจากปี 2549 ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีการปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยเป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมืองของประเทศผู้ผลิตเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ความไม่สงบทางการเมืองของไนจีเรีย ร่วมกับปัจจัยเรื่องความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก หลายประเทศในภูมิภาคมีแผนการขยายการผลิตของตน มูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลายในปี 2550 มีมูลค่า 23,959 27,938 และ 73,205 ล้านบาทตามลำดับ โดยมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลายลดลงร้อยละ 27 และ 13 ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นกลางลดลงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับปีก่อน ทางด้านมูลค่าส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลายในปี 2550 มีมูลค่า 17,397 52,607 และ 163,400 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมูลค่าส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้นลดลงร้อยละ 38 ส่วนนำเข้าปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 และ 6.0 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน

–   แนวโน้ม

ภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2551 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวลง หลายประเทศมีโครงการขยายกำลังการผลิต และมีการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกปิโตรเคมีโดยรวมจะสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย เนื่องจากโรงงานในประเทศที่มีการปิดซ่อมบำรุงประจำปีได้กลับมาเดินเครื่องผลิตอีกครั้ง รวมทั้งมีการขยายกำลังการผลิต ทำให้มีผลิตภัณฑ์สามารถส่งออกได้ โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญ มีโครงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจใหม่ ทำให้ยังคงมีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจะเผชิญกับปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และภาวะความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และจะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน

อุตสาหกรรมก่อสร้าง

–   ภาพรวมอุตสาหกรรม

ภาวะการก่อสร้างภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมาของปี 2550 มีทิศทางชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างของภาคเอกชนซึ่งสะท้อนการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2543  สภาวะดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยลบที่ส่งผลกดดันต่อภาวะอุปสงค์ โดยเฉพาะปัจจัยในด้านความเชื่อมั่นต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค รวมทั้งการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจ อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งต่างประเทศ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐจากผลกระทบของปัญหาวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ รวมทั้งทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน  และปัจจัยเสี่ยงในประเทศ  ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ทำให้นโยบายการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่มีความชัดเจน และต่อเนื่อง

–   แนวโน้ม

สำหรับภาพรวมแนวโน้มในปี 2551 คาดว่าการก่อสร้างโดยรวมมีโอกาสขยายตัว  การก่อสร้างภาคเอกชนน่าจะปรับตัวดีขึ้น และการก่อสร้างภาครัฐน่าจะมีความคืบหน้าของการลงทุนสำคัญ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีเสถียรภาพพอสมควรและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบขยายตัว และผลักดันการลงทุนในโครงการของรัฐให้มีความคืบหน้า ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลลบต่อการฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ และแนวโน้มผลกระทบของเศรษฐกิจสหรัฐที่จะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและภาคการส่งออกของไทย ขณะที่ราคาน้ำมันและราคาสินค้าวัตถุดิบในตลาดโลกยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้

                สำหรับแนวโน้มราคาวัสดุก่อสร้าง อาจปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าในปี 2550 ที่คาดว่าดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 เนื่องจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างน่าจะปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอาจเผชิญความผันผวน โดยแม้ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ความต้องการสินค้าวัตถุดิบโลหะในประเทศจีนและอินเดียยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง ตามการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ อาจกระตุ้นให้กองทุนต่างชาติหันมาเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้อีก

ปริมาณงานก่อสร้างภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นน่าจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างของไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสตลาดในต่างประเทศควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก นอกจากนี้ตลาดงานก่อสร้างในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาก็มีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายโอกาสในการสร้างรายได้จากต่างประเทศในภาคบริการแล้ว ยังเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจก่อสร้างของไทยให้มีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโอกาสและความท้าทายที่จะมาพร้อมกับการเปิดเสรีภาคการบริการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างด้วย 

ทั้งนี้ บริษัท ทีอาร์ซีคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งใน และต่างประเทศที่จะทำงานในด้าน Pipeline, Steel Fabrication และ Turnkey Desalination Plant

           

กลยุทธ์การแข่งขัน

         กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัททีอาร์ซี มีดังนี้

  • (1) การควบคุมคุณภาพของงาน (Quality Construction) บริษัทฯ มีนโยบายที่จะควบคุมคุณภาพของงานให้มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และ ดำเนินการส่งงานให้ตรงตามกำหนดเวลาเพื่อสร้างความพึงพอใจกับลูกค้า
  • (2) ชื่อเสียงและประสบการณ์ของกลุ่มวิศวกรผู้บริหาร ผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารงานในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมายาวนาน โดยกลุ่มผู้บริหารของบริษัทฯ มีความรู้และประสบการณ์การทำงานภาคปฏิบัติในงานวิศวกรรมมากกว่า 20 ปี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ ทำให้สามารถมีส่วนช่วยตรวจสอบดูแลการทำงานของวิศวกรระดับผู้จัดการโครงการอีกต่อหนึ่ง
  • (3) ผลงานในอดีต ด้วยคุณภาพของผลงานและบริการในอดีตที่ได้รับมอบหมายในงานโครงการจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าจำนวนมากให้ความเชื่อถือและไว้วางใจ การกลับมาใช้บริการของบริษัทฯ อีก รวมทั้งได้แนะนำต่อไปยังลูกค้าอื่น ๆ ด้วย
  • (4) ความสามารถของบุคลากร บริษัทฯ มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานที่ดำเนินการอยู่จำนวนมากทำให้สามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพที่ดี โดยบริษัทฯ มีนโยบายที่จะรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้และสนับสนุนให้พนักงานมีการฝึกอบรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

     กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  กลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และ บริษัทเอกชนที่อยู่ในธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหรรมด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และบริษัทที่มีฐานการผลิตอยู่ตามนิคมที่ท่อก๊าซสามารถเดินทางไปถึงได้ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด  (มหาชน) และ บริษัทที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นต้น ส่วนบริษัท สหการวิศวกร จำกัด กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ หน่วยงานราชการของรัฐ ซึ่งให้บริการประชาชนทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน เป็นต้น

การจัดหาผลิตภัณฑ์

กำลังการผลิต

บุคลากร

เนื่องจากบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจรับเหมาเป็นหลัก ทำให้จำนวนบุคลากรที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการที่จะได้รับคัดเลือกจากการประกวดราคาในแต่ละครั้ง บริษัทฯ จึงมีนโยบายในการจัดจ้างวิศวกรและพนักงานประจำในระดับที่เหมาะสมกับประมาณการของบริษัทฯ บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการจ้างพนักงานหรือช่างเชื่อมจำนวนมาก โดยบริษัทฯ จะจัดเตรียมกลุ่มพนักงานจำนวนหนึ่ง (Standby Team) ซึ่งรวมถึงช่างเชื่อมจำนวนหนึ่งไว้ในกรณีที่เกิดปัญหาฉุกเฉินที่ทางพนักงานในแต่ละโครงการขาดไปชั่วคราวเท่านั้น โดยในกรณีที่บริษัทฯ ได้รับงานเพิ่มขึ้น บริษัทฯ จะมีการจัดจ้างวิศวกรและพนักงานรายวันซึ่งรวมถึงช่างเชื่อมเพิ่มเติมเป็นรายโครงการไป ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทฯ ไม่เคยมีปัญหาทางด้านกำลังคนมาก่อน

แหล่งเงินทุน

บริษัทฯ มีการใช้นโยบายการขอเงินทุนประเภทสินเชื่อโครงการ (Project Finance) จากสถาบันการเงิน เป็นรายโครงการไป อีกทั้งในบางกรณี บริษัทฯ อาจใช้วิธีการร่วมทุน เช่น กิจการร่วมค้า เพื่อเข้าดำเนินงาน โดยให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในการก่อสร้าง

ผู้รับเหมาช่วง

โดยปกติ บริษัทฯ จะไม่มีการจ้างผู้รับเหมาช่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี บริษัทฯ อาจจำเป็นต้องมีการจ้างผู้รับเหมาช่วงในงานส่วนที่บริษัทฯ ไม่มีความชำนาญ เช่น งานด้านโยธา เป็นต้น โดยบริษัทฯ จะพิจารณาเลือกผู้รับเหมาช่วงจากความน่าเชื่อถือทางการเงิน ผลงานในอดีต และความพร้อมของบุคลากรและเครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งบริษัทฯ มีนโยบายที่จะกำหนดรายละเอียดในการจ้างช่วงให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับที่บริษัทฯ ทำกับลูกค้า (Back-to-back) ทั้งในเรื่องการส่งมอบ การรับประกันคุณภาพ การตรวจรับงาน และค่าปรับ เป็นต้น  โดยการได้มาซึ่งบริษัท สหการวิศวกร จำกัด เป็นบริษัทย่อยในปี 2550 ช่วยเสริมการทำงานของบริษัทฯ ในด้านงานโยธาให้สมบูรณ์และมีความพร้อมตอบสนองลูกค้าได้ตามต้องการ

เครื่องจักรและอุปกรณ์

บริษัทฯ มีนโยบายที่จะมีเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นของตนเองบางส่วน เพื่อใช้ในการดำเนินงานก่อสร้างพื้นฐาน สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต่องานก่อสร้าง บริษัทฯ จะทำการเช่าเพื่อนำมาใช้ในแต่ละโครงการตามความต้องการ อีกทั้ง การที่สหการวิศวกรมีเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับงานโยธา เช่น รถบรรทุก รถขุด รถแทรกเตอร์ เป็นต้น ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นการลดต้นทุนการทำงานโครงการได้อีกส่วนหนึ่ง

วัตถุดิบ

โดยทั่วไป วัตถุดิบในการก่อสร้างของบริษัทฯ จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • 1. วัสดุก่อสร้างที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับมูลค่าของวัตถุดิบในการก่อสร้างทั้งหมด เช่น ท่อ วาล์ว เป็นต้น เนื่องจากในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่บริษัทฯ ดำเนินงานอยู่ มักมีการกำหนดรายละเอียดของวัสดุที่ใช้จากเจ้าของโครงการ ทำให้ในบางครั้ง บริษัทฯ ต้องซื้อวัสดุดังกล่าวจากตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบริษัทในประเทศไทยหรือบริษัทต่างประเทศ แล้วแต่กรณี อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว เจ้าของโครงการมักกำหนดรายละเอียดของวัสดุให้สามารถเลือกใช้สินค้าได้มากกว่าหนึ่งบริษัท และบริษัทฯ มักจะมีการต่อรองและขอการยืนยันราคาจากตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ผลิตก่อนยื่นประกวดราคา และให้คงราคาดังกล่าวไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
  • 2. วัสดุก่อสร้างทั่วไป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าของวัตถุดิบในการก่อสร้างทั้งหมด เช่น ลวดเชื่อม กระดาษทราย เป็นต้น บริษัทฯ จะมีการซื้อวัสดุดังกล่าวจากภายในประเทศ โดยอาจมีการซื้อตามบริษัทคู่ค้าที่ซื้อขายกันมาเป็นประจำ หรืออาจมีการซื้อจากร้านค้าตามหน้างานบ้างตามความจำเป็น

งานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างที่ยังไม่ได้ส่งมอบ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ยังไม่ได้ส่งมอบ โดยสรุปดังนี้

 

จำนวน              

โครงการ

มูลค่างานที่เหลือ

 (ล้านบาท)

บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

10

1,396.66

บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

4

283.99

หัก โครงการระหว่างกัน (โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำฝั่งขวา โครงการประแสร์)

(1)

(40.08)

มูลค่างานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างที่ยังไม่ได้ส่งมอบของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

13

1,640.57

– บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

ชื่อโครงการ

ลักษณะของการรับเหมา*

ชื่อผู้ว่าจ้าง

มูลค่างาน ของบริษัทฯ(ล้านบาท)

มูลค่างานที่เหลือโดยประมาณ (ล้านบาท)

ระยะเวลาของโครงการ

หน่วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ
โครงการส่วนต่อขยายระบบท่อโรงงานอุตสาหกรรม

E,P,C

บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัดบริษัท ไทยอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัดบริษัท ไทยโพลีเอททีลีน จำกัด

337.00

234.42

เม.ย.50 – มี.ค.52
โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

E,P,C

บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)

157.00

116.74

 พ.ค.50 – ก.พ.51
โครงการวางระบบท่อโรงงานอุตสาหกรรม ที่นิคมมาบตาพุด

P,C

บริษัท อีสเทิร์น ฟลูอิด ทรานสปอร์ต จำกัด

91.74

91.75

ธ.ค.50 –  มิ.ย.51
การสร้างสถานีก๊าซและติดตั้ง  IN-LINE BLOCK VALVEโครงการวางท่อก๊าซเอ็นจีวีสุวรรณภูมิ-พญาไท

E,P,C

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

185.00

80.47

พ.ย.49 – ก.ย.50
โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซไปยังนิคมอุตสาหกรรม RIL

E,P,C

บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)

76.50

53.55

 

เม.ย.50 – ธ.ค.50
โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำฝั่งขวา โครงการประแสร์

E,P,C

บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

140.19

40.08

ม.ค.50 – เม.ย.52
จ้างทดสอบความดันท่อส่งก๊าซ และปรับปรุงท่อ Meter Run

E,P,C

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

12.30

12.30

ม.ค.51 – ก.ค.51
โครงการวางระบบท่อ จากโรงงานสยามสไตรีนไปโรงงานระยองโอเลฟินส์ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

P, C

บริษัท อีสเทิร์น ฟลูอิด ทรานสปอร์ต จำกัด

5.94

5.94

ก.พ.51 – เม.ย51
งานออกแบบระบบท่อโรงงานอุตสาหกรรม

E

บริษัท สยามโพลีเอททีลีน จำกัด

4.41

4.41

ม.ค.51 – มี.ค.51

รวม

1,010.08

639.66

หน่วยธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ศูนย์ไบโอดีเซลบางปะอิน(ลงนามในสัญญาก่อสร้างเมื่อ 20 มีนาคม 2551)

E,P,C

บริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล จำกัด

757.00

757.00

มี.ค.51 – เม.ย.52

รวม

757.00

757.00

 

รวมงานในมือทั้งสิ้น

1,767.08

1,396.66

 

 – บริษัท สหการวิศวกรจำกัด (มหาชน)

ชื่อโครงการ

ลักษณะของการรับเหมา*

ชื่อผู้ว่าจ้าง

มูลค่างาน ของบริษัทฯ(ล้านบาท)

มูลค่างานที่เหลือโดยประมาณ (ล้านบาท)

ระยะเวลาของโครงการ

โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 35 กรุงเทพ-ปากท่อ

E,P,C

กรมทางหลวง

535.72

186.22

มิ.ย.49 – มิ.ย.51
โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำฝั่งขวา โครงการประแสร์

E,P,C

กิจการร่วมค้าเอสเอสพี (เจ้าของโครงการ คือ กรมชลประทาน)

241.37

85.35

ม.ค.50 – เม.ย.52
งานจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตน้ำ

P

บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด

69.60

6.96

เม.ย.50 – ต.ค.50
โครงการวางระบบท่อประปาให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้า

E,P,C

บริษัท ไซม์ แอลซีพี เพาเวอร์ จำกัดSime LCP Power Co., Ltd.

7.80

5.46

ก.ย.50 – ก.พ.51

รวมงานในมือทั้งสิ้น

854.49

283.99

 

หมายเหตุ:

*        E = Engineering (งานวิศวกรรม) P = Procurement (งานจัดซื้อ) C = Construction (งานก่อสร้าง)

5.   ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ

•5.1 สินทรัพย์ถาวรหลัก     

                ณ วันที่  31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ มีทรัพย์สินถาวรที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ดังนี้

5.2   สรุปสาระสำคัญของสัญญาที่สำคัญในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

1. บริษัท น้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด (สำหรับพื้นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ตั้งอยู่ที่ชั้น 14 อาคารทีพีแอนด์ที ทาวเวอร์ เลขที่ 1 ซอยวิภาวดีรังสิต 19 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

พื้นที่เช่า

ระยะเวลาเช่า

อัตราค่าเช่า

(บ.ต่อเดือน)

อัตราค่าบริการ

(บ.ต่อเดือน)

สนญ.บริษัทฯ 544 ตรม.

1 ก.ค.50 – 30มิ.ย.53

57,664

86,496

                        230 ตรม.

1 ก.ย.50 – 30 มิ.ย.53

24,380

36,570

สนญ.สหการ  214 ตรม.

1 ก.ย.50 – 30 มิ.ย.53

22,684

34,026

หมายเหตุ บริษัทฯ ได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่อาคารทีพีแอนด์ที ชั้น 19 และบริษัทฯ และบริษัทย่อยได้เช่าพื้นที่ชั้น 14 ทั้งหมด

2. บริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

2.1    ที่ดินว่างเปล่า เพื่อใช้เก็บวัสดุ เครื่องมือ และเครื่องใช้ในการก่อสร้าง ขนาด 800 ตร.ม. ที่บริเวณโรงงานของบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ณ 168 หมู่ 5 ตำบลสำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง  ระยะเวลา เช่า 1 ก.ย.48-31 ส.ค.50  ค่าเช่า 9,000 บาทต่อเดือนปัจจุบันสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว และมิได้มีการต่ออายุสัญญาเช่าแต่อย่างใด

2.2   ห้องทำงานในอาคารจัดการ 1 ห้อง ขนาด 60 ตร.ม.        ที่บริเวณโรงงานของบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ณ 168 หมู่ 5 ตำบลสำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง  ระยะเวลาเช่า 1 ก.ย.48-31 ส.ค.50 ค่าเช่า 6,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว และมิได้มีการต่ออายุสัญญาเช่าแต่อย่างใด

3.  นายประเทือง ผลบุญ   ที่ดินว่างเปล่า เพื่อใช้เก็บวัสดุ เครื่องมือ และเครื่องใช้ในการก่อสร้าง ขนาด 5 ไร่ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 10 ตำบลมาบข่า กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จ.ระยอง ระยะเวลาเช่า 1ส.ค.48 – 31 ก.ค.50 ค่าเช่า 10,526 บาทต่อเดือน และมีการต่อสัญญาเช่าอีก 3 ปี ระยะเวลาเช่า 1 ส.ค.50-31 ก.ค.53  ค่าเช่า 15,790 บาทต่อเดือน

6.             โครงการในอนาคต

งานที่อยู่ระหว่างการติดตามเพื่อยื่นเข้าประกวดราคาในปี 2551 – ต้นปี 2552  สามารถแสดงได้ดังตารางดังต่อไปนี้

ชื่อโครงการ

ลักษณะของการรับเหมา*

ชื่อผู้ว่าจ้าง

มูลค่างานโดยประมาณ (ล้านบาท)

หน่วยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ
NGV Pipeline and Metering Station

E, P, C

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

2,000

Gas Pipeling

E, P, C

TPI

1,200

PTT Cross Country**

E, P, C

 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

15,000

ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างสำหรับโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
Petrochemical Process Plant

E, P, C

บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

1,000

PTTAR Debottleneck

E, P, C

บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)

2,000

Lad Krabang SPP Power Plant

E, P, C

N/A

1,400

หมายเหตุ:

*  E = Engineering (งานวิศวกรรม) P = Procurement (งานจัดซื้อ) C = Construction (งานก่อสร้าง)

** บริษัทฯ คาดว่าจะเข้าประกวดราคาร่วมกับพันธมิตรของบริษัทฯ โดยสัดส่วนงานของบริษัทฯ จะขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการตกลงร่วมกัน

8.       โครงสร้างเงินทุน

8.1    หลักทรัพย์ของบริษัทฯ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 256,666,667 บาท ทุนเรียกชำระแล้ว 256,666,615 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 256,666,615 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

8.2    โครงสร้างผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสูงสุด  ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2550

ชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้น

จำนวนหุ้น

ร้อยละ

1. บริษัท เคพีเค 1999 จำกัด(1)

37,000,000

14.42

2. นางไพจิตร รัตนานนท์(1)

16,100,000

6.27

3. แซมลี คอร์ปอเรชั่น

32,000,000

12.47

4. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด

18,137,100

7.07

5. กลุ่มกองทุนเปิดไทยพาณิชย์(2)

16,996,200

6.62

6. นางวราณี เสรีวิวัฒนา

12,813,800

4.99

7. นายสุรพงษ์ การสุวรรณ

7,945,332

3.10

8. ROTARY TREL PTE LTD

7,500,000

2.92

9. นางสาวนิลรัตน์ จารุมโนภาส

6,800,000

2.65

10. นางศัลยา จารุจินดา

5,307,559

2.07

รวม

160,599,991

62.58

          จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

256,666,615

100.00

หมายเหตุ

(1) กลุ่มนางไพจิตร รัตนานนท์ ประกอบด้วยนางไพจิตร รัตนานนท์ และบริษัท เคพีเค 1999 จำกัด ที่นางไพจิตร รัตนานนท์ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 

(2) กลุ่มกองทุนไทยพาณิชย์ประกอบด้วย 1) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว เอ็มเอไอ 2) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวอินเตอร์ 3) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มผลมั่นคง และ 4) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวทาร์เก๊ต

8.3    นโยบายการจ่ายเงินปันผล

บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราประมาณร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน ความจำเป็น และความเหมาะสมอื่น ๆ ในอนาคต โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่การดำเนินการดังกล่าวจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น เช่น ใช้เป็นทุนสำรองสำหรับการชำระคืนเงินกู้ ใช้เป็นเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจของบริษัทฯ หรือกรณีมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาดซึ่งอาจมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทฯ ในอนาคต โดยให้อำนาจคณะกรรมการของบริษัทฯ เป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้ มติของคณะกรรมการของบริษัทฯ ที่อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจะต้องถูกนำเสนอเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลซึ่งคณะกรรมการของบริษัทฯ มีอำนาจอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ แล้วให้รายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวต่อไป  

บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2548 และ 2549 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท และ 0.13 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ  51.43 และ 40.39 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย ตามลำดับ  และสำหรับผลการดำเนินงานปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551  ได้มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 พิจารณาอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2550 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล ดังนี้

–    กำไรสุทธิประจำปี 2550 ของบริษัทฯ                                                                         92,659,915     บาท

–   จัดสรรกำไรสุทธิร้อยละ 5 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย                                                4,632,996     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ                                                                                       73,333,319     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด                                                                                              8,148,147     บาท

การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวบริษัทฯ จะจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตรา 7 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 2 หุ้นปันผล หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.28571 บาท (ศูนย์จุดสองแปดห้าเจ็ดหนึ่งบาท) โดยคำนวณมูลค่าจากราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท รวมเป็นหุ้นปันผลจำนวนทั้งสิ้น 73,333,319 หุ้น กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ณ วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ในกรณีที่หุ้นปันผลที่คำนวณได้ออกมาเป็นเศษหุ้นน้อยกว่า 1 หุ้น ให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดแทน กำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551

โดยมีรายละเอียดการจ่ายหุ้นปันผลและเงินสดปันผลดังนี้

1  มูลค่าเงินสดปันผล                0.03174    บาท/หุ้น             

   หัก ภาษี ณ ที่จ่าย                   0.00317    บาท/หุ้น                     

   เงินสดปันผลสุทธิ                  0.02857    บาท/หุ้น             

2  มูลค่าหุ้นปันผล                     0.28571    บาท/หุ้น

   หัก ภาษี ณ ที่จ่าย                   0.02857    บาท/หุ้น

   หุ้นปันผลรับสุทธิ                 0.25714     บาท/หุ้น

9.    การจัดการ

9.1    โครงสร้างองค์กร

แผนผังองค์กรของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550

       
   
 
 

 

 

ฝ่ายตรวจสอบภายใน

 

กรรมการผู้จัดการ

 

คณะกรรมการตรวจสอบ

 

คณะกรรมการบริษัท

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

                                                       

       
   
 
 

 

               
 

 

สายงานปฏิบัติการ

(นายเจมส์ จอร์แดน เฟลมมิ่ง)

 

   

สายงานพัฒนาโครงการและการลงทุน(นายสิงหรัตน์

เจริญวงศา)

 

 

 

สายงานบริหารองค์กร

(นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์)

 

 

 

สายงานต่างประเทศ

(รักษาการโดย

นายสมัย ลี้สกุล)

 

 

 
 

9.2    โครงสร้างการจัดการ

โครงสร้างการจัดการของบริษัทฯ ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริหาร โดยมีรายละเอียดดังนี้

9.2.1    คณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัท และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551

คณะกรรมการบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วยกรรมการ 8 ท่าน ดังนี้

  • 1. นางไพจิตร รัตนานนท์ ประธานกรรมการ
  • 2. รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ประธานกรรมการตรวจสอบ
  • 3. รศ.พิเศษ เสตเสถียร กรรมการตรวจสอบ
  • 4. รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ กรรมการตรวจสอบ
  • 5. พล.ต.ต.จรัมพร สุระมณี กรรมการ
  • 6. นายสมัย ลี้สกุล กรรมการ
  • 7. นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการ
  • 8. นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ กรรมการ

โดยมีนางสาวอุ่นเรือน สุจริตธรรม เป็นเลขานุการบริษัท

คณะกรรมการบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ประกอบด้วยกรรมการ 7 ท่าน ดังนี้

  • 1. นายสมัย ลี้สกุล กรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • 2. นางสาวรำไพ เศรษฐนันท์ กรรมการ
  • 3. นายพงษ์ศักดิ์ พงษ์วานิชสุข กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ
  • 4. นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการ
  • 5. นายเจมส์ จอร์แดน เฟรมิ่ง กรรมการ
  • 6. นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ กรรมการ และรองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารองค์กร
  • 7. นายสิงหรัตน์ เจริญวงศา กรรมการ

 

กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ และบริษัทย่อย

– บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

   นางไพจิตร รัตนานนท์ นายสมัย ลี้สกุล นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ กรรมการสองในสี่คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ

– บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

  นายสมัย ลี้สกุล นางรำไพเศรษฐนันท์ นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ นายสิงหรัตน์ เจริญวงศา กรรมการสองในสี่คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ

ขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท มีดังนี้

  • 1. ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัทฯ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่ในเรื่องที่ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนการดำเนินการ เช่น เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น การทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ และการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่สำคัญตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตามที่หน่วยงานราชการอื่น ๆ กำหนด เป็นต้น
  • 2. กำหนดหรือเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ
  • 3. กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ และทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ และการกำกับดูแลให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย กลยุทธ์ และทิศทางที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นและการเติบโตอย่างยั่งยืน ยกเว้นนโยบายหรือการดำเนินงานที่ต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  • 4. พิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่มีสาระสำคัญ เช่น แผนธุรกิจ งบประมาณ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ อำนาจการบริหาร และรายการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด
  • 5. ประเมินผลการปฏิบัติงานและกำหนดค่าตอบแทนของฝ่ายบริหาร
  • 6. รับผิดชอบต่อผลประกอบการและการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร โดยมีความตั้งใจและความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน
  • 7. จัดให้มีระบบบัญชี การรายงานทางการเงิน และการสอบบัญชีที่เชื่อถือได้ รวมทั้งดูแลให้มีกระบวนการในการประเมินความเหมาะสมของการควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายในให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การบริหารการจัดการความเสี่ยง การรายงานทางการเงินและการติดตามผล
  • 8. ดูแลไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทฯ
  • 9. กำหนดข้อบังคับหรือระเบียบภายในของบริษัทฯ ในเรื่องต่าง ๆ
  • 10. รายงานความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท ในการจัดทำรายงานทางการเงิน โดยแสดงควบคู่กับรายงานของผู้สอบบัญชีไว้ในรายงานประจำปี และครอบคลุมเรื่องสำคัญต่าง ๆ ตามนโยบายข้อพึงปฏิบัติที่ดีสำหรับกรรมการบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • 11. อำนาจในการดำเนินการดังต่อไปนี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน ทั้งนี้ กำหนดให้รายการที่กรรมการหรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง มีส่วนได้เสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อื่นใดของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย (ถ้ามี) ให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้นไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น
  • (ก) เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  • (ข) การทำรายการที่กรรมการมีส่วนได้เสีย และอยู่ในข่ายที่กฎหมายหรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุให้ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

นอกจากนั้น ในกรณีต่อไปนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการที่เข้าร่วมประชุม และที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

  • (ก) การขายหรือโอนกิจการของบริษัทฯ ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคลอื่น
  • (ข) การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นหรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัทฯ
  • (ค) การทำ แก้ไข หรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัทฯ ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัทฯ หรือการรวมกิจการกับบุคคลอื่นโดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน
  • (ง) การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับ
  • (จ) การเพิ่มทุน การลดทุน การออกหุ้นกู้ การควบหรือเลิกบริษัทฯ
  • (ฉ) การอื่นใดที่กำหนดไว้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และ/หรือ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ และที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงดังกล่าวข้างต้น
  • 12. คณะกรรมการบริษัทอาจแต่งตั้งกรรมการจำนวนหนึ่งตามที่เห็นสมควรให้เป็นคณะกรรมการบริหาร เพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท

ทั้งนี้ การมอบอำนาจแก่กรรมการดังกล่าวข้างต้น จะไม่รวมถึงการมอบอำนาจที่ทำให้กรรมการบริหารสามารถอนุมัติรายการที่ตนหรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง มีส่วนได้เสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใดทำกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย (ถ้ามี) รวมทั้งกำหนดให้ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน    และการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่สำคัญของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้องตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การประเมินผลตนเองของคณะกรรมการบริษัท

ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 ได้มีการประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการทั้งคณะสำหรับการปฏิบัติงานปี 2551  โดยใช้วิธีการให้คะแนนในแบบประเมินผลคณะกรรมการ ซึ่งมีการแบ่งหัวข้อการประเมินออกเป็น 6 หัวข้อใหญ่  คือ โครงสร้างและคุณสมบัติของคณะกรรมการ บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ การประชุมคณะกรรมการ การทำหน้าที่ของกรรมการ ความสัมพันธ์กับฝ่ายจัดการ และการพัฒนาตนเองของกรรมการและการพัฒนาผู้บริหาร 

สรุปผลการประเมินผลคณะกรรมการทั้งคณะในภาพรวม 6 หัวข้อ เห็นว่า สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ปี 2550 มีการดำเนินการส่วนใหญ่จัดทำได้ ดีเยี่ยม  มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 91.42

9.2.2    คณะกรรมการตรวจสอบ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการตรวจสอบประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน ดังนี้

  • 1. รศ. นพ. กำจร ตติยกวี ประธานกรรมการตรวจสอบ
  • 2. รศ. พิเศษ เสตเสถียร กรรมการตรวจสอบ
  • 3. รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ กรรมการตรวจสอบ

โดยมี นางสาวศรินทร์ทิพย์ เหล่ามหาเมฆ ผู้ตรวจสอบภายในเป็นเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการตรวจสอบมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี เว้นแต่เป็นกรณีที่ออกตามวาระตามข้อบังคับของบริษัทฯ ซึ่งอาจได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ได้

ขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ มีดังนี้

  • 1. สอบทานให้บริษัทฯ มีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเปิดเผยอย่างเพียงพอ โดยการประสานงานกับผู้สอบบัญชีภายนอกและผู้บริหารที่รับผิดชอบจัดทำรายงานทางการเงินทั้งรายไตรมาสและประจำปี ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบอาจเสนอแนะให้ผู้สอบบัญชีสอบทานหรือตรวจสอบรายการใด ๆ ที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญในระหว่างการตรวจสอบบัญชีของบริษัทฯ ก็ได้
  • 2. สอบทานให้บริษัทฯ มีระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ที่เหมาะสมและมีประสิทธิผล โดยสอบทานร่วมกับผู้สอบบัญชีภายนอกและผู้ตรวจสอบภายใน
  • 3. สอบทานการปฏิบัติงานของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ
  • 4. พิจารณาคัดเลือกและเสนอแต่งตั้งผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รวมถึงพิจารณาเสนอค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชี โดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ ความเพียงพอของทรัพยากร และปริมาณงานตรวจสอบของสำนักงานตรวจสอบบัญชีนั้น รวมถึงประสบการณ์ของบุคลากรที่ได้รับมอบหมายให้ทำการตรวจสอบบัญชีของบริษัทฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อขอรับการแต่งตั้งจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
  • 5. พิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทฯ ในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้มีความถูกต้องและครบถ้วน รวมทั้งพิจารณาอนุมัติรายการดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ต่อไป
  • 6. พิจารณาทบทวนนโยบายการบริหารทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยงตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมายและคณะกรรมการตรวจสอบเห็นชอบ
  • 7. จัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทฯ โดยให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบลงนามในรายงานดังกล่าว
  • 8. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมายด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ

ในการปฏิบัติงานตามขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบ ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจเชิญให้ฝ่ายบริหาร ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัทฯ ที่เกี่ยวข้องมารายงาน ให้ความเห็น ร่วมประชุม หรือส่งเอกสารที่เห็นว่าเกี่ยวข้องและจำเป็น                       

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบได้ตามที่จำเป็นหรือเห็นสมควร

9.2.3  คณะกรรมการบริหาร

ณ วันที่  31 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการบริหารมีจำนวน 5 ท่าน ดังนี้

  • 1. นายสมัย ลี้สกุล ประธานกรรมการบริหาร
  • 2. นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการบริหาร
  • 3. นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ กรรมการบริหาร
  • 4. นายเจมส์ จอร์แดน เฟลมมิ่ง กรรมการบริหาร
  • 5. นายสิงหรัตน์ เจริญวงศา กรรมการบริหาร

ขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร มีดังนี้

  • 1. วางแผนและกำหนดนโยบาย ทิศทาง กลยุทธ์ และโครงสร้างการบริหารงานหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนต่อสภาพเศรษฐกิจและสภาวะการแข่งขันในตลาด เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติ
  • 2. กำหนดแผนธุรกิจ งบประมาณ และอำนาจการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทฯ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติ
  • 3. ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามนโยบายธุรกิจ แผนธุรกิจ และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแล้ว
  • 4. พิจารณาการเข้าทำสัญญาเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทฯ และสัญญาเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินหรือทำให้ได้มาซึ่งสิทธิเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการของบริษัทฯ ตลอดจนการกำหนดขั้นตอนและวิธีการเจรจาเพื่อทำสัญญาดังกล่าว
  • 5. อนุมัติการใช้จ่ายเงินลงทุนที่ได้กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้วหรือตามที่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติในหลักการไว้แล้ว
  • 6. ดำเนินการจัดทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินในการเปิดบัญชี การให้กู้ยืม การกู้ยืม การจัดหาวงเงินสินเชื่อ รวมถึงการให้หลักประกัน จำนำ จำนอง ค้ำประกัน และการอื่น ๆ รวมถึงการซื้อขายและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินใด ๆ ตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทด้วย
  • 7. พิจารณาผลกำไรและขาดทุนของบริษัทฯ และการเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หรือเงินปันผลประจำปี เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
  • 8. พิจารณาผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ทุกไตรมาส และเปรียบเทียบกับงบประมาณ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
  • 9. มีอำนาจจ้าง แต่งตั้ง โยกย้าย ปลดออก เลิกจ้าง กำหนดอัตราค่าจ้าง ให้บำเหน็จรางวัล ปรับขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินโบนัส ของพนักงานระดับผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป
  • 10. ดำเนินการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น หรือตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทในแต่ละคราวไป
  • 11. พิจารณาและรายงานคณะกรรมการบริษัททันทีเมื่อตรวจพบหรือสงสัยว่า มีเหตุการณ์ทุจริต มีการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และมีการกระทำที่ผิดปกติอื่น

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารอาจมอบอำนาจช่วงให้พนักงานระดับบริหารของบริษัทฯ มีอำนาจอนุมัติทางการเงินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องตามที่คณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควรก็ได้

อนึ่ง การอนุมัติรายการดังกล่าวข้างต้นจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการอนุมัติรายการที่ทำให้คณะกรรมการบริหารหรือผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริหารสามารถอนุมัติรายการที่ตนหรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง มีส่วนได้เสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อื่นใด (ตามข้อบังคับของบริษัทฯ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด หรือตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด) ทำกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย (ถ้ามี)

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารได้ตามที่จำเป็นหรือเห็นสมควร  Destruction

9.2.4    ผู้บริหาร

ผู้บริหาร

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ผู้บริหารของบริษัทฯ มีจำนวน 9 ท่าน ดังนี้

  • 1. นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการผู้อำนวยการสายงานต่างประเทศ
  • 2. นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ
  • 3. นายเจมส์ จอร์แดน เฟลมมิ่ง ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการ
  • 4. นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสายงานบริหารองค์กร
  • 5. นายสิงหรัตน์ เจริญวงศา ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาโครงการและการลงทุน
  • 6. นายศักดา ตันติวัฒนกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการฝ่ายวิศวกรรมงานวางท่อก๊าซ
  • 7. นายเชวง รีศรีกิตต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานปฎิบัติการฝ่ายปฏิบัติการงานวางท่อก๊าซ
  • 8. นางสาวอุ่นเรือน สุจริตธรรม ผู้จัดการฝ่ายการเงินองค์กร และเลขานุการบริษัท
  • 9. นางสาวเรวดี อาจหาญ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี

ขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีดังนี้

1.      เป็นผู้สนับสนุน และอำนวยการการทำงานของคณะกรรมการบริษัท ทั้งในด้านปฏิบัติการและ ด้านงานอำนวยการ  นำเสนองานต่อคณะกรรมการบริษัท  เป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างกรรมการบริษัท และพนักงาน

2.     ดำเนินการวางระบบบริหารงาน  การผลิตสินค้าหรือบริการจนถึง การส่งมอบงาน  เช่น การตลาด  งานประมูล งานออกแบบ งานจัดซื้อ การผลิตและการส่งมอบ

3.     รับผิดชอบด้านการจัดการทางการเงิน ภาษี ความเสี่ยง และการจัดการ และนำเสนองบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการบริษัท และดูแลการจัดการ และจัดสรรทรัพยากรองค์กรให้เป็นไปตามกรอบ และแนวทางของงบประมาณ ภายใต้กฎหมาย และกฎระเบียบ ข้อบังคับ

4.     กำกับดูแลการจัดการด้านทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ  และให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบ ข้อบังคับ

5.     ดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์องค์กร และชุมชนสัมพันธ์ เป้าหมายขององค์กร รวมทั้งสินค้าและบริการ จะต้องได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้ถือหุ้น

6.     ดำเนินการเรื่องการจัดหาทุนเพื่อการดำเนินงานของบริษัท  วางแผนการจัดหาทุน  แหล่งทุน  กลยุทธ์การจัดหาทุน การจัดทำเอกสารการหาทุน และอื่นๆ

7.     ดำเนินการเรื่องอื่นใด ขององค์กร ตามที่คณะกรรมการบริษัทจะมอบหมาย

ทั้งนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง

ขอบเขต หน้าที่ และความรับผิดชอบของกรรมการผู้จัดการ มีดังนี้

  • 1. กำกับดูแลและอนุมัติเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินงานตามปกติของบริษัทฯ และอาจมอบอำนาจให้ผู้บริหาร หรือบุคคลอื่นใดดำเนินการเกี่ยวกับการดำเนินงานตามปกติประจำวันของบริษัทฯ
  • 2. เป็นผู้บริหารจัดการและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานทั่วไปของบริษัทฯ
  • 3. ดำเนินการตามที่คณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการบริหารได้มอบหมาย
  • 4. มีอำนาจจ้าง แต่งตั้ง โยกย้าย ปลดออก เลิกจ้าง กำหนดอัตราค่าจ้าง ให้บำเหน็จรางวัล ปรับขึ้น เงินเดือน ค่าตอบแทน เงินโบนัส ของพนักงานทั้งหมดของบริษัทฯ ในตำแหน่งต่ำกว่าระดับผู้บริหาร ตลอดจนแต่งตั้งตัวแทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทฯ
  • 5. มีอำนาจอนุมัติและมอบอำนาจช่วงอนุมัติการเบิกจ่าย เพื่อการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งทรัพย์สินและบริการเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ รวมทั้งอนุมัติการดำเนินการทางการเงินเพื่อธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ ตามกรอบที่คณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการบริหารได้มีมติอนุมัติในหลักการไว้
  • 6. มีอำนาจออกคำสั่ง ระเบียบ ประกาศ บันทึก เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามนโยบายและผลประโยชน์ของบริษัทฯ และเพื่อรักษาระเบียบวินัยการทำงานภายในองค์กร
  • 7. มีอำนาจกระทำการและแสดงตนเป็นตัวแทนของบริษัทฯ ต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อบริษัทฯ
  • 8. อนุมัติการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทในแต่ละปี
  • 9. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการบริหารเป็นคราว ๆ ไป

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการบริหาร และให้กรรมการผู้จัดการปฏิบัติตามแนวทางและนโยบายที่คณะกรรมการบริหารกำหนดไว้

อนึ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ ไม่มีอำนาจในการดำเนินการใด ๆ ในหรือเกี่ยวกับรายการหรือเรื่องที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใด (ตามข้อบังคับของบริษัทฯ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด หรือตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด) ที่จะทำขึ้นกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย 

9.3     บริษัทฯ ไม่มีคณะกรรมการสรรหา การเลือกตั้งกรรมการของบริษัทฯ จะกระทำโดยคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาคัดสรรบุคคลผู้มีคุณวุฒิ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

  • 1. ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง
  • 2. ให้ผู้ถือหุ้นออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการเป็นรายบุคคลไป
  • 3. บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมาเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่าจำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือจะพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ในกรณีที่บุคคลซึ่งได้รับการเลือกตั้งในลำดับถัดลงมามีคะแนนเสียงเท่ากันเกินจำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือจะพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ให้ประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3

กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรกและปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้น ให้ใช้วิธีจับสลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลัง ๆ ต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง กรรมการที่ออกตามวาระนั้นอาจได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ได้

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกกรรมการอิสระ

กระบวนการสรรหากรรมการอิสระ

คณะกรรมการบริษัทฯ เป็นผู้พิจารณาเบื้องต้นถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่สามารถช่วยเหลือบริษัทฯ ได้ จากนั้นนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง

คุณสมบัติของกรรมการอิสระ

  • 1. ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง ในบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือ บุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง
  • 2. ไม่เป็นลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษา หรือผู้มีอำนาจควบคุม ของบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือ บุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง
  • 3. ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ทางการสมรส หรือ โดยการจดทะเบียนตามกฎหมายกับบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง
  • 4. ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือ บุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง ในลักษณะที่อาจเป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระ และไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทฯ

9.4    ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร

9.4.1    ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน

•(ก)     ค่าตอบแทนกรรมการ

รายชื่อกรรมการ

ปี 2550

ค่าตอบแทน

(ล้านบาท)

รูปแบบค่าตอบแทน

กรรมการบริษัทฯ  ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550

 

 

นางไพจิตร รัตนานนท์

รศ. นพ. กำจร ตติยกวี

0.340

ค่าตอบแทนรายเดือน และโบนัส*

รศ. พิเศษ เสตเสถียร

0.280

ค่าตอบแทนรายเดือน และโบนัส*

รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

0.280

ค่าตอบแทนรายเดือน และโบนัส*

พล.ต.ต.จรัมพร สุระมณี

0.030

ค่าเบี้ยประชุม

นายสมัย ลี้สกุล

นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์

นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์

กรรมการที่ลาออกระหว่างปี

 

 

นายนรินทร์ หวังศรีวัฒนกุล

นายโลห์ อิง คี

0.115

โบนัส*

นางสาวจงกลณี ตันสุวรรณ

0.130

ค่าเบี้ยประชุม และโบนัส*

นายทัน เต๊ก เส็ง

0.100

ค่าเบี้ยประชุม และโบนัส*

 ค่าตอบแทนกรรมการทีอาร์ซี

1.275

กรรมการสหการวิศวกร ที่ได้รับค่าตอบแทน**

 

นางสาวรำไพ เศรษฐนันท์

0.052

ค่าตอบแทนรายเดือน และโบนัส

รวมค่าตอบแทนกรรมการบริษัทฯ และบริษัทย่อยปี 2550

1.327

หมายเหตุ:

1. ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 ได้กำหนดวงเงินจ่ายค่าตอบแทนกรรมการปี 2550 รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

2. * โบนัสในที่นี้ หมายถึงโบนัสกรรมการทีอาร์ซีสำหรับผลประกอบการปี 2549   ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 ให้จ่ายบนัสกรรมการให้กับกรรมการที่ไม่ใช่กรรมการบริหาร จำนวน 6 ท่าน ในอัตราท่านละ 100,000 บาท  โดยได้จ่ายโบนัสในเดือนกุมภาพันธ์ 2550

3. ** กรรมการสหการวิศวกรที่เหลืออีก 6 ท่าน มิได้รับค่าตอบแทนกรรมการ เนื่องจากได้รับค่าตอบแทนในฐานะผู้บริหาร

•(ข)    ค่าตอบแทนกรรมการบริหารและผู้บริหาร

ค่าตอบแทน

ปี 2549

ปี 2550

 

จำนวนราย

ค่าตอบแทนรวม 

(ล้านบาท)

รูปแบบค่าตอบแทน

จำนวนราย

ค่าตอบแทนรวม

(ล้านบาท)

รูปแบบค่าตอบแทน

ผู้บริหาร

7

15.72

เงินเดือน และโบนัส

9

19.08

เงินเดือน และโบนัส
                 

หมายเหตุ: ค่าตอบแทนในที่นี้ ไม่รวมผู้จัดการฝ่ายการเงิน และผู้จัดการฝ่ายบัญชี

9.4.2    ค่าตอบแทนอื่นๆ

บริษัทฯ บริษัทย่อยและพนักงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 โดยบริษัทฯและพนักงานจะจ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 3 – 7 ของเงินเดือน และบริษัทย่อยและพนักงานจะจ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 2 ของเงินเดือน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด และจะจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อพนักงานนั้นออกจากงานตามระเบียบว่าด้วยกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย

9.5    การกำกับดูแลกิจการ

บริษัทฯ ตระหนักว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีมีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่า และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ จึงได้มีการจัดทำนโยบายการกำกับดูแลกิจการ และจริยธรรมธุรกิจขึ้นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และได้เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของบริษัทฯ และได้แนบเป็นเอกสารส่วนหนึ่งของข้อบังคับในการทำงานให้กับพนักงาน   บริษัทฯ มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามข้อพึงปฏิบัติที่ดีตามหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดี 5 หมวด ดังนี้

•1.              สิทธิของผู้ถือหุ้น         

บริษัทฯ มีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันทั้งในการเข้าร่วมประชุม การได้รับสารสนเทศ และการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ในปี 2550 บริษัทฯ มีการประชุมผู้ถือหุ้น 1 ครั้ง คือ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2550  เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 ดังนี้

  • § ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น

ช่วงวันที่ 6 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอวาระการประชุม และเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าเป็นกรรมการ เป็นการล่วงหน้าก่อนที่คณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาบรรจุวาระการประชุม โดยเผยแพร่ให้กับผู้ถือหุ้นรับทราบผ่านระบบ Elcid ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ (http://www.trc-con.com/)   ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนวันประชุมคณะกรรมการที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เพื่อมีมติเรื่องการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 

เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้มีโอกาสศึกษาหนังสือเชิญประชุมเป็นการล่วงหน้า  บริษัทฯ ได้นำหนังสือเชิญประชุม   และเอกสารประกอบที่มีรายละเอียดครบถ้วนทั้งภาษาไทยและอังกฤษเปิดเผยในเว็บไซต์ของบริษัทฯ ก่อนล่วงหน้าวันประชุม 30 วัน และได้แจ้งให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นรับทราบการเปิดเผยดังกล่าวผ่านระบบ Elcid ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 9 มีนาคม 2550   และเนื่องจากการประชุมครั้งดังกล่าว มีวาระสำคัญนอกเหนือจากวาระการประชุมสามัญปกติ คือ วาระเพิ่มทุนเพื่อการทำรายการแลกหุ้นบริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทฯ จึงได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมพร้อมทั้งข้อมูลประกอบการประชุมตามวาระต่าง ๆ รวมทั้งสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ และความเห็นของที่ปรึกษาการเงินอิสระ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน 

  • § วันประชุมผู้ถือหุ้น

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2550 มีกรรมการเข้าร่วมประชุมรวม 7 ท่าน (จากกรรมการทั้งสิ้น 8 ท่าน) ประกอบด้วย ประธานกรรมการ กรรมการตรวจสอบทั้งคณะ (รวม 3 ท่าน) กรรมการผู้จัดการ และกรรมการที่มิได้เป็นกรรมการบริหาร 2 ท่าน รวมทั้งมีตัวแทนของผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษาการเงินอิสระ เข้าร่วมการประชุมด้วย ประธานที่ประชุมได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสอบถาม ตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทฯ และร่วมแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่าง ๆ

  • § หลังวันประชุมผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ ได้ส่งรายงานการประชุมซึ่งบันทึกรายงานการประชุม ประเด็นซักถาม และคำชี้แจงในแต่ละวาระให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเวลาที่กำหนด และเผยแพร่รายงานทั้งภาษาไทย และอังกฤษในเว็บไซต์ของบริษัทฯ

•2.               การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

บริษัทฯ มีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  โดยมีการปฏิบัติดังนี้

  • – เปิดช่องทางให้ผู้ถือหุ้นสามารถเพิ่มวาระการประชุม และเสนอชื่อบุคคลเพื่อเป็นกรรมการเป็นการล่วงหน้า ก่อนวันประชุมกรรมการ ดังรายละเอียดที่ได้เปิดเผยในหัวข้อ 1. สิทธิผู้ถือหุ้น โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาที่จะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป และสำหรับวาระการแต่งตั้งกรรมการได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งกรรมการเป็นรายคน
  • – เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองมอบฉันทะให้ผู้อื่นมาประชุมและออกเสียงลงมติแทน และมีการเสนอให้ผู้ถือหุ้นสามารถมอบฉันทะให้ประธานกรรมการอิสระ หรือประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้จัดการเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงแทน
  • – มีบัตรลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ถือหุ้นใช้ในการลงคะแนนเสียงในแต่ละวาระของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในกรณีที่มีผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง
  • – เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ บริษัทฯ ได้มีการกำหนดนโยบายการเข้าทำรายการระหว่างกัน ที่มีความเข้มงวดกว่าเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ รายละเอียดในหัวข้อ “มาตราการหรือขั้นตอนการอนมุติการทำรายการระหว่างกัน” ในหน้า 64 และทุกไตรมาสได้มีการนำเสนอสรุปรายการระหว่างกัน ซึ่งประกอบด้วยชื่อ ลักษณะความสัมพันธ์ ลักษณะรายการ ขนาดของรายการ และความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของรายการ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและให้ความเห็น
  • – คณะกรรมการบริษัทฯ มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับในการนำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ รายละเอียดในหัวข้อ “การกำกับดูแลการใช้ข้อมูลภายใน” ในหน้า 54

•3.             บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทฯ คำนึงถึงความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มทั้งภายในและภายนอก เนื่องจากบริษัทฯ ตระหนักถึงแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ซึ่งจะสร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างกำไรให้กับบริษัทฯ  และมีการกำหนดจริยธรรมธุรกิจเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญเพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ทุกคนรับทราบ ทำความเข้าใจ และยึดถือปฏิบัติตาม  

  • § พนักงาน

บริษัทฯ มีนโยบายพัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และมีความชำนาญในงานที่ตนรับผิดชอบ และมีการดูแลพนักงานอย่างเสมอภาค ในปี 2550  มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นที่ปรึกษา เพื่อดูแล และให้ความรู้ต่าง ๆ ให้กับบุคลากรของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ตลอดจนให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหาร เพื่อให้การพัฒนาองค์กรและพนักงานเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าขององค์กรโดยรวม ในปี 2550 หลังจากการได้มาซึ่งบริษัท สหการวิศวกร จำกัด เป็นบริษัทย่อย ได้มีการโยกย้ายสำนักงานของสหการวิศวกรมาที่เดียวกับสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ  และเพื่อการสร้างความสามัคคี และปรับตัวเข้าหากันของผู้บริหารและพนักงานของทั้ง 2 บริษัทฯ  ได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน อาทิเช่น  การออกกำลังกายโยคะช่วงเย็นทุกวันพุธ และศุกร์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้กับพนักงาน โดยผู้บริหารระดับสูงได้มาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  การจัดงานปีใหม่ที่ต่างจังหวัดโดยมีกิจกรรม Walk Rally เป็นต้น

  • § ผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ และให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน มุ่งบริหารงานที่สร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจ เพื่อความสามารถในการดำรงกิจการและการแข่งขันในระยะยาว มุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีกำหนดนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ถือหุ้น

  • § ลูกค้า

บริษัทฯ และบริษัทย่อย มุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้า ในราคาเป็นธรรม และส่งมอบงานภายในระยะเวลาที่กำหนด  มีการรักษาความลับของลูกค้า และไม่นำความลับทางการค้าไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้เกี่ยวข้อง 

  • § นโยบายและแนวปฏิบัติต่อคู่ค้า

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการกำหนดแนวทางและวิธีการปฏิบัติในการจัดซื้อ จัดจ้าง และกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้าไว้อย่างชัดเจน มีการจัดทำระบบทะเบียนผู้จัดหา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดหาที่โปร่งใส และมีขั้นตอนที่ตรวจสอบได้

  • § เจ้าหนี้

บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินอย่างเคร่งครัด  และมีการปฏิบัติตามข้อตกลงด้านการค้ากับเจ้าหนี้การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการชำระค่าสินค้าและบริการ

  • § นโยบายและแนวปฏิบัติต่อสังคมและชุมชน

บริษัทฯ และบริษัทย่อยคำนึงถึงความรับผิดชอบที่จะดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในเดือนพฤศจิกายน 2550 ได้ร่วมบริจาคเงินให้แก่บ้านเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน เนื่องในวันครบรอบ 9 ปีของการก่อตั้งบริษัทฯ และในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ได้จัดโครงการบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาลราชวิถี เนื่องในวันครบรอบ 54 ปีของการก่อตั้งบริษัท สหการวิศวกร จำกัด

  • § นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้มีนโยบายด้านคุณภาพ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเปิดเผยไว้ใน Company Profile และในเว็บไซต์ของบริษัทฯ  และเพื่อเป็นสร้างความมั่นใจในคุณภาพการบริการต่อลูกค้า  ในปี 2549 บริษัทฯ ได้ระบบบริหารคุณภาพมาตราฐาน ISO9001 : 2000 และบริษัท สหการวิศวกร จำกัด บริษัทย่อยก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบดังกล่าวภายในปี 2551 – 2552

  • § การมีส่วนร่วมในระบบการกำกับดูแลกิจการ

บริษัทฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุน และผู้ถือหุ้น โดยการเปิดช่องทางการสื่อสารกับบริษัทฯ ผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านเลขานุการบริษัทซึ่งทำหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์

•4.             การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

  • § ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร

คณะกรรมการบริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายค่าตอบแทนกรรมการไว้อย่างชัดเจนและโปร่งใส โดยค่าตอบแทนอยู่ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรม ที่ประชุมสามัญประจำปีของบริษัทฯ เป็นผู้อนุมัติวงเงิน และรูปแบบค่าตอบแทนกรรมการ    และเป็นผู้อนุมัติการจ่ายโบนัสกรรมการ 

สำหรับปี 2550   กรรมการที่เป็นพนักงานระดับบริหารได้รับค่าตอบแทนในฐานะผู้บริหารเท่านั้น มิได้รับค่าตอบแทนในฐานะกรรมการด้วย โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2550 ได้กำหนดวงเงินจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท และค่าตอบแทนที่จ่ายจริงเท่ากับ 1.275 ล้านบาท (ยังไม่รวมโบนัสกรรมการปี 2550 ซึ่งจะต้องอนุมัติจ่ายโดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 แต่รวมโบนัสกรรมการปี 2549 ที่ได้จ่ายในปี 2550) ทั้งนี้รายละเอียดค่าตอบแทนที่กรรมการได้รับเป็นรายบุคคลได้แสดงไว้หน้า 47

 ค่าตอบแทนกรรมการปี 2550 ของบริษัทฯ  สรุปได้ดังนี้

  • 1. ค่าตอบแทนรายเดือน สำหรับประธานกรรมการตรวจสอบในอัตรา 20,000 บาทต่อเดือน และกรรมการตรวจสอบอีก 2 ท่าน ในอัตราท่านละ 15,000 บาทต่อเดือน
  • 2. ค่าเบี้ยประชุม ให้กับสำหรับกรรมการที่ไม่ใช่กรรมการตรวจสอบและไม่ใช่กรรมการบริหาร ในอัตรา ครั้งละ 15,000 บาทต่อคน กรณีที่มาประชุม
  • 3. ค่าตอบแทนพิเศษหรือโบนัส สำหรับผลประกอบการปี 2550 จะถูกนำเสนอให้กับที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2551 พิจารณาอนุมัติ

สำหรับบริษัท สหการวิศวกร จำกัด  บริษัทย่อย มีการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการให้กับกรรมการเพียงท่านเดียว  คือ นางสาวรำไพ เศรษฐนันท์ เนื่องจากกรรมการท่านอื่น ๆ  อีก 6 ท่านได้รับค่าตอบแทนในฐานะผู้บริหารแล้ว

ส่วนค่าตอบแทนผู้บริหารเป็นไปตามหลักการและนโยบายที่คณะกรรมการบริษัทกำหนด    ซึ่งเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ตลอดจนลักษณะและขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บริหารแต่ละคน

  • § การทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน

บริษัทฯ มีการเปิดเผยรายละเอียดรายการระหว่างกันที่เกิดขึ้นในปี 2550 เปรียบเทียบกับปีก่อน ในหน้า 58

  • § การรายงานการถือครองหลักทรัพย์จของกรรมการและผู้บริหาร

บริษัทฯ มีการเปิดเผยนโยบายการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของกรรมการและผู้บริหาร ในหัวข้อ “การดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน” หน้า 54

  • § ช่องทางในการสื่อสารข้อมูลกับสาธารณชน

คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา โปร่งใส และทั่วถึง โดยมอบหมายให้ นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ และนางสาวอุ่นเรือน สุจริตธรรม เลขานุการบริษัท ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้น นักวิเคราะห์ ผู้สื่อข่าว และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

 ในปี 2550 บริษัทฯ มีการสื่อสารข้อมูลให้แก่นักวิเคราะห์ นักลงทุน ผู้ถือหุ้น และผู้สื่อข่าว เป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น การจัด Analyst Meeting  การเข้าร่วมกิจกรรม Oportunity Day กับตลาดหลักทรัพย์  การออกรายการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงกับรายการทีวี Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ฯ  การร่วมงานวันตลาดนัดผู้ลงทุนไทย (Thai  Investors Day) ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ   การให้สัมภาษณ์กับนักข่าว การตอบรับการเยี่ยมชมกิจการของนักลงทุนและกองทุนต่าง ๆ

•5.             ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

  • § คุณสมบัติของกรรมการ
  • กรรมการบริษัทฯ ประกอบด้วยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความหลากหลายของทักษะและประสบการณ์การทำงาน ในแต่ละปีกรรมการจะต้องออกตามวาระไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม และบริษัทฯ มีนโยบายในการกำหนดให้กรรมการแต่ละคนจะไปดำรงตำแหน่งกรรมการไม่เกินกว่า 7 บริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการจะต้องรายงานต่อคณะกรรมการ ในกรณีที่ได้ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอื่น
  • § คณะอนุกรรมการ

คณะกรรมการบริษัทไดแตงตั้งกรรมการจำนวนหนึ่งจากคณะกรรมการบริษัทเปนกรรมการในคณะกรรมการที่คณะกรรมการบริษัทแตงตั้งขึ้นเพื่อทำหนาที่พิเศษตามที่ไดรับมอบหมาย จำนวน 2 คณะ ไดแก คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริหารโดยใหคณะกรรมการที่แตงตั้งขึ้นดังกลาวมีอำนาจใหฝายบริหารเขารวมประชุมชี้แจง หรือจัดทำรายงานเสนอ และวาจางที่ปรึกษาเพื่อใหคำแนะนำการดำเนินการไดตามที่เห็นสมควร   

คณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบดวยกรรมการอิสระ 3 คน มีหนาที่รับผิดชอบการสอบทานรายงานทางการเงินของบริษัทฯ สอบทานความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในและระบบการบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ และระเบียบที่เกี่ยวของ พิจารณาคัดเลือก เสนอแต่งตั้ง และเสนอคาตอบแทนผูสอบบัญชีของบริษัทฯ พิจารณาการเปดเผยขอมูลของบริษัทฯในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแยง ทางผลประโยชนใหมีความถูกตอง ครบถวน และโปรงใสสอบทานมาตรการการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญและหากเห็นสมควร เสนอใหฝ่ายบริหารพิจารณาทบทวนมาตรการการบริหารความเสี่ยงนั้น รวมทั้งพิจารณาใหความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เลิกจาง แผนงานและผลการปฏิบัติงาน งบประมาณ และอัตรากำลังของสำนักงานตรวจสอบภายใน ใหคณะกรรมการตรวจสอบจัดทำรายงานการปฏิบัติงานเสนอคณะกรรมการบริษัท และจัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบโดยเปดเผยในรายงานประจำปของบริษัทฯ ดวย

รายชื่อกรรมการตรวจสอบ

การเข้าประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ

ปี 2549

ปี 2550

  • 1. รศ. นพ. กำจร ตติยกวี

3/4

5/5

  • 2. รศ. พิเศษ เสตเสถียร

4/4

4/5

  • 3. รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

4/4

4/5

คณะกรรมการบริหาร

คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยกรรมการและผู้บริหารของบริษัทฯ ประธานกรรมการบริษัทไม่ได้เป็นสมาชิกในคณะกรรมการบริหาร ทำหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในเรื่องทั่ว ๆ ไป (day-to-day business) และตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท  วัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว  โดยที่คณะกรรมการบริษัทได้กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจนและโปร่งใสในการบริหารงาน

  • § รายงานของคณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบต่องบการเงินรวมของบริษัทฯ และสารสนเทศทางการเงินที่ปรากฏ งบการเงินดังกล่าวจัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศไทย รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างเพียงพอในหมายเหตุประกอบงบการเงิน คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเป็นกรรมการอิสระเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับคุณภาพของรายงานทางการเงินและระบบควบคุมภายใน และความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบที่มีต่อรายงานทางการเงินจะถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และแสดงไว้ในรายงานประจำปีเช่นกัน

  • § การถ่วงดุลของกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการบริษัทมีจำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วย

–  กรรมการที่เป็นผู้บริหาร                  3              ท่าน

–  กรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร         2              ท่าน

–  กรรมการที่เป็นอิสระ                       3              ท่าน

  • § การรวมหรือแยกตำแหน่ง

บริษัทฯ มีการแยกตำแหน่งประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการออกจากกัน  อีกทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทประกอบด้วยกรรมการที่เป็นอิสระจำนวน 1 ใน 3 ของคณะกรรมการบริษัททั้งคณะ ซึ่งทำให้เกิดการถ่วงดุลและการสอบทานการบริหารงาน

  • § ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร

บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายค่าตอบแทนกรรมการไว้อย่างชัดเจนและโปร่งใส โดยค่าตอบแทนอยู่ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรม ที่ประชุมสามัญประจำปีของบริษัทฯ เป็นผู้อนุมัติวงเงินค่าตอบแทนของกรรมการ และเป็นผู้อนุมัติการจ่ายโบนัสกรรมการ ซึ่งค่าตอบแทนที่กรรมการได้รับจะอยู่ในรูปของค่าตอบแทนรายเดือน ค่าเบี้ยประชุม และโบนัส  สำหรับกรรมการที่เป็นพนักงานระดับบริหารนั้นจะได้รับค่าตอบแทนในฐานะผู้บริหารเท่านั้น มิได้รับค่าตอบแทนในฐานะกรรมการด้วย โดยในปี 2550 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้กำหนดวงเงินจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับวงเงินค่าตอบแทนกรรมการในปี 2548 และ 2549 และค่าตอบแทนที่จ่ายจริงในปี 2550 เท่ากับ 1.275 ล้านบาท (รวมโบนัสกรรมการปี 2549 ซึ่งจ่ายในปี 2550 แต่ยังไม่รวมโบนัสกรรมการปี 2550 ซึ่งจะต้องอนุมัติจ่ายโดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550)  ส่วนค่าตอบแทนผู้บริหารเป็นไปตามหลักการและนโยบายที่คณะกรรมการบริษัทกำหนด    ซึ่งเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ตลอดจนความรับผิดชอบ

  • § การประชุมคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทมีกำหนดการประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง   โดยประธานกรรมการเปนผูบริหารการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการ มีหนาที่สรุปประเด็นเรื่องในวาระการประชุมเพื่อการพิจารณาของกรรมการ เปดโอกาสและสนับสนุนใหกรรมการแตละคนแสดงความคิดเห็น และประมวลความเห็นและเสนอข้อสรุปที่ไดจากที่ประชุม โดยในปี 2550 คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งเลขานุการบริษัท เพื่อทำหนาที่ใหการสนับสนุนการจัดเตรียมระเบียบวาระการประชุม ทำหนังสือเชิญประชุม ดูแลและจัดการประชุม จัดเก็บเอกสารเกี่ยวกับการประชุม และใหคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติของคณะกรรมการบริษัทใหเปนไปตามกฎหมาย ขอบังคับ และระเบียบตาง ๆ ที่เกี่ยวของ

รายชื่อกรรมการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550

การเข้าประชุมคณะกรรมการบริษัท

ปี 2549

ปี 2550

1.  นางไพจิตร รัตนานนท์

4/4

8/8

2.  รศ. นพ. กำจร ตติยกวี

3/4

8/8

3.  รศ. พิเศษ เสตเสถียร

4/4

7/8

4.  รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

4/4

7/8

5. พล.ต.ต.จรัมพร สุระมณี*

3/3

6. นายสมัย ลี้สกุล*

3/4

7. นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์

4/4

8/8

8. นางพจนีย์ เผ่าสวัสดิ์*

3/3

* หมายเหตุ  กรรมการใหม่ที่เข้าระหว่างปี 2550 จำนวน 3 ท่าน

9.6    การกำกับดูแลการใช้ข้อมูลภายใน

บริษัทฯ มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับในการนำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 ดังนี้

  • 1. กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ จะต้องรักษาความลับ และ/หรือข้อมูลภายในของบริษัทฯ
  • 2. กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ จะต้องไม่นำความลับ และ/หรือข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปเปิดเผย หรือแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเอง หรือเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
  • 3. กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ จะต้องไม่ทำการซื้อขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ของบริษัทฯ โดยใช้ความลับ และ/หรือข้อมูลภายในของบริษัทฯ และ/หรือเข้าทำนิติกรรมอื่นใดโดยใช้ความลับ และ/หรือข้อมูลภายในของบริษัทฯ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ทั้งนี้ กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ ซึ่งอยู่ในหน่วยงานที่ได้รับทราบข้อมูลภายในของบริษัทฯ ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทในช่วงระยะเวลา 1 เดือนก่อนการเปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณชน

                ข้อกำหนดนี้ให้รวมความถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน  และลูกจ้างของบริษัทฯ ด้วย ผู้ใดที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับดังกล่าวจะถือว่าได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง

  • 4. กรรมการ และผู้บริหารของบริษัทฯ จะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลที่ดี บริษัทฯ ยังมีนโยบายให้กรรมการ และผู้บริหาร ต้องแจ้งการซื้อ-ขายหุ้นของตนเองรวมทั้งคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 258 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้บริษัทฯ รับทราบ และให้นำส่งสำเนาแบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์  (แบบ 59-2) ที่ได้รายงานต่อสำนักงานก.ล.ต. ต่อเลขานุการบริษัท  เพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐาน และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทฯ 

9.7    บุคลากร

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีพนักงานทั้งสิ้น 426 คน ประกอบด้วยพนักงานประจำ 137 คน และพนักงานชั่วคราว 289 คน (พนักงานบริษัทย่อย รวม 25 ราย)    แบ่งตามฝ่ายต่าง ๆ ได้ดังนี้

ฝ่ายงาน

จำนวนพนักงาน (คน)

  • 1. ฝ่ายบริหาร

5

  • 2. ฝ่ายการตลาด วิศวกรรม และปฏิบัติการ

95

  • 3. ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

3

  • 4. ฝ่ายบัญชี การเงินและบริหารงานทั่วไป

32

  • 5. ฝ่ายงานต่างประเทศ

1

  • 6. ฝ่ายตรวจสอบภายใน

1

  • 7. พนักงานชั่วคราว

289

รวม

426

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 บริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 358 คน ประกอบด้วยพนักงานประจำ 99 คน และพนักงานชั่วคราว 259 คน

      ค่าตอบแทนพนักงาน สามารถแสดงได้ดังตารางดังต่อไปนี้

                                                                                                                                                                                      (หน่วย: ล้านบาท)

ค่าตอบแทนพนักงาน

ปี 2549

ปี 2550

(บริษัทฯ และบริษัทย่อย)

พนักงานประจำ

63.87

46.13

พนักงานชั่วคราว

47.77

105.81

รวม

111.64

151.94

 

รายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทฯ และบริษัทย่อย 

บริษัทฯ บริษัทย่อยและพนักงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 โดยบริษัทฯและพนักงานจะจ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 3 – 7 ของเงินเดือน และบริษัทย่อยและพนักงานจะจ่ายสมทบเข้ากองทุนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 2 ของเงินเดือน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด และจะจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อพนักงานนั้นออกจากงานตามระเบียบว่าด้วยกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย

 

นโยบายการพัฒนาบุคลากร

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล ซึ่งองค์กรที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยบุคลากรที่ดี มีศักยภาพในการปฏิบัติงาน บริษัทฯ จึงกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม ของบริษัทฯ ดังต่อไปนี้

1.   เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากร

2.   เพื่อเป็นกิจกรรมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลากรในหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยในการสร้างสัมพันธ์ภาพระหว่างพนักงานระดับปฏิบัติการ กับพนักงานระดับบริหาร

3.   เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานและมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร

4.   เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

5.   เพื่อเป็นผลของการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในองค์กรอย่างถูกต้องและคุ้มค่า ทั้งในด้านกำลังคน เครื่องจักรวัตถุดิบ ทรัพย์สิน และอื่น ๆ

6.   เพื่อเป็นการบำรุงรักษาทรัพยากรบุคคล ไม่ให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการทำงาน

ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ กำหนดนโยบาย เพื่อเป็นพื้นฐานในการการพัฒนาบุคลากรและฝึกอบรม ดังนี้

1.   บริษัทฯ จะจัดหลักสูตรอบรมอย่างเหมาะสม ตามหน้าที่ความรับผิดชอบ และตำแหน่งงานให้กับพนักงาน โดยแบ่ง เป็น 2 ระดับดังต่อไปนี้

1.1    พนักงานระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้างาน

          บริษัทฯ จัดอบรมเน้นเนื้อหาวิชาการในด้านการเสริมทักษะในการปฏิบัติงาน (Technical Skills) และความรู้ใน   ด้านการมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับบุคคลอื่น (Human Relations)

1.2   พนักงานระดับบริหาร

        บริษัทฯ จัดอบรมให้ความรู้ทักษะและเทคนิคในการจัดการ (Managerial Technical Skills) ,เทคนิคการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problems Solving And Decision Making)

  • 2. บริษัทฯ จะจัดส่งพนักงานศึกษา และดูงาน ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ
  • 3. บริษัทฯ จัดกิจกรรม เพื่อสร้างสัมพันธ์ภาพ ระหว่างพนักงานในองค์กร เช่น งานเลี้ยงปีใหม่ งานสังสรรค์ จัดท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสามัคคี และสร้างทัศนคติที่ดีของพนักงาน ต่อบริษัทฯ

ระเบียบและข้อบังคับการจัดการด้านนโยบายการพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม จะเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ บริษัท

ข้อพิพาททางด้านแรงงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

บริษัทฯ ไม่มีข้อพิพาททางด้านแรงงานที่สำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่มีผลกระทบด้านลบต่อสินทรัพย์ของบริษัทฯ ที่มีจำนวนสูงกว่าร้อยละ 5 ของส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ข้อพิพาทส่วนใหญ่เกิดจากการที่บริษัทฯ ทำงานเสร็จเร็วกว่ากำหนด จึงมีการบอกเลิกสัญญาจ้างและทางพนักงานชั่วคราวบางส่วนต้องการค่าชดเชยบางส่วน โดยข้อพิพาททั้งหมดที่เกิดขึ้นมีการตกลงประนีประนอมกันก่อนเกิดเป็นคดีความ

10.   การควบคุมภายใน

ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551  คณะกรรมการบริษัท ได้ประเมินระบบควบคุมภายในของบริษัทฯ ในปี 2550 ตามแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วน คือ องค์กรและสภาพแวดล้อม การบริหารความเสี่ยง การควบคุมการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร ระบบสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูล และระบบการติดตาม โดยคณะกรรมการบริษัท มีการซักถามข้อมูลจากฝ่ายบริหาร ร่วมกับการพิจารณาเอกสารที่ทางฝ่ายบริหารจัดทำแล้ว และแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในเบื้องต้นจากคณะกรรมการตรวจสอบ และมีความเห็นว่า บริษัทฯ มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงมีระบบการควบคุมภายในเรื่องการทำธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอย่างเพียงพอแล้ว นอกจากนั้น ยังมีความเห็นว่าระบบการควบคุมภายในของบริษัทฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ามีความเพียงพอ และสามารถป้องกันมิให้ผู้บริหารนำทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้โดยมิชอบ หรือโดยไม่มีอำนาจได้ 

สำหรับข้อควรปรับปรุงในระบบการควบคุมภายใน ปี 2550 ที่ผู้สอบบัญชี คือ บริษัท สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ได้ให้ความเห็นในรายงานข้อสังเกตในการตรวจสอบบัญชีปี 2550 (Management Letter) นั้น    สำหรับบริษัทฯ มีประเด็นความเห็นที่มีนัยสำคัญ 1 เรื่อง คือ การจัดทำสัญญางาน และ สำหรับสหการวิศวกร 4 เรื่องได้แก่ เงินทดรองแก่พนักงาน, เอกสารประกอบทรัพย์สินไม่ครบถ้วน, การตรวจสอบงบประมาณต้นทุนงานก่อสร้าง และบัญชีธนาคารที่ไม่ได้บันทึกในบัญชีของบริษัทฯ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัทฯ ได้ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไข และแจ้งต่อผู้สอบบัญชีแล้ว

11.  รายการระหว่างกัน

สรุปรายการเกี่ยวโยงกันที่เกิดขึ้นในปี 2550

ประกอบด้วยรายการที่มีกับบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และกิจการร่วมค้าซีพีพี-ทีอาร์ซี  โดยไทยโรตารี่มิได้เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป เนื่องจากกรรมการตัวแทนจาก Rotary Engineering Limited ประเทศสิงค์โปร์ จำนวน 3 ท่าน คือ นายโลห์ อิงค์ คี นายทัน เต๊ก เส็ง และนางสาวจงกลณี ตันสุวรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป  สาเหตุจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นทีอาร์ซีของบริษัท โรตารี่ ทีอาร์ทีแอล พีทีอี จำกัด จากร้อยละ 20 ลงเหลือร้อยละ 2.92 

แต่อย่างไรก็ตามรายการที่เกี่ยวโยงกันในปี 2550 ที่แสดงในที่นี้ยังคงมีการแสดงรายการที่เกี่ยวโยงกันกับอดีตบริษัทที่เกี่ยวโยงกัน คือบริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เนื่องจาก ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2550 ไทยโรตารี่ ยังเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ  และมีรายการระหว่างกัน  

บริษัทที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะความสัมพันธ์

ลักษณะรายการ

ขนาดของ

รายการ (ล้านบาท)

ความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของรายการ

ปี 2549

ปี 2550

บจก. ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง คุณจงกลณี ตันสุวรรณ อดีตกรรมการของบริษัทฯ เป็นกรรมการ และผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด รายได้ค่าจ้างรับเหมางาน Installation of GT Air Cooling Piping System

10.142

3.443

บริษัทฯ ได้รับว่าจ้างจากทาง บริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนี่ยริ่ง จำกัด ให้ดำเนินการติดตั้งระบบ GT Air Cooling Piping ซึ่งโครงการดังกล่าวมีหน้างานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ใกล้กับโครงการที่ทางบริษัทฯ ได้รับการว่าจ้างจากกิจการร่วมค้าซีพีพี-ทีอาร์ซี ดังนั้นบริษัทฯ จึงตัดสินใจที่จะรับงานโครงการนี้ โดยจากราคาที่บริษัทฯ ได้ยื่นเสนอไปมูลค่า 11.548 ล้านบาทนั้น เป็นราคาที่บริษัทฯ ได้กำไรตามอัตราปกติ และได้มีงานเพิ่มเติมอีก 2.037 ล้านบาท รวมมูลค่างานทั้งสิ้น 13.585 ล้านบาท คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
บจก. ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง(ต่อ)   รายได้ค่าจ้างรับเหมางาน Pre-Fabricated Structure Steel

1.440

บริษัทฯ รับเหมางานนี้เนื่องจากเป็นงานระยะสั้นเพียง 1 เดือน และศักยภาพของพนักงานยังสามารถที่จะรับงานนี้ได้ จึงได้เสนอราคาเข้าไปโดยมีกำไรขั้นต้น 7.59% ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารในเดือนเมษายน 2550 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเดือน สิงหาคม 2550 บริษัทได้รับงานเพิ่ม โดยเป็นงานต่อเนื่องจากไตรมาสที่สอง มูลค่างาน 85,020 บาท โดยเหตุผลที่รับเนื่องจากในไตรมาสที่สองที่ได้เริ่มงานไปนั้นทางบริษัทฯ ได้ประเมินต้นทุนผิดพลาดทำให้กำไรไม่เป็นดังที่ตั้งไว้ (มียอดขาดทุนประมาณ 22%ของรายได้รวม) เมื่อทางบริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนี่ยริ่ง จำกัด เสนองานเพิ่มเติม ซึ่งผู้จัดการโครงการเห็นว่าเป็นงานต่อเนื่อง และบริษัทฯ ไม่ต้องลงทุนใด ๆ เพิ่มเติม และช่วยลดผลขาดทุนที่เกิดขึ้น จึงทำการรับงานชิ้นนี้ ซึ่งโดยสรุปแล้วงานโครงการนี้มีผลขาดทุนทั้งสิ้น 14% ของรายได้รวม คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
บจก. ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง (ต่อ)   ค่าใช้จ่ายจากการเช่าสำนักงานที่จังหวัดระยอง

 

 

เนื่องด้วยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัท คือ บริษัทที่ต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะมีโรงงานและฐานการผลิตอยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง ชลบุรี เป็นต้น บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องมีการจัดตั้งสำนักงานและโกดังที่จังหวัดระยอง โดยการเช่าพื้นที่สำนักงานจากบริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เพื่อเก็บวัสดุอุปกรณ์เพื่อประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน จัดเป็นรายการที่กระทำอย่างต่อเนื่องตามอายุสัญญารวม 2 ปี 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 – 31 สิงหาคม 2550 (เป็นสัญญาฉบับที่ 2 ต่อเนื่องจากฉบับแรกซึ่งมีอายุสัญญา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 – 31 กรกฎาคม 2548)       แต่อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้มีหนังสือขอยกเลิกสัญญาเช่าโดยให้ระยะเวลาการเช่าสิ้นสุดเพียง 1 มีนาคม 2550 และบริษัทฯ ได้ขอเลื่อนระยะเวลายกเลิกสัญญาเป็นวันที่ 31 มีนาคม 2550
    q  ค่าไฟฟ้า

(0.124)

(0.027)

คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล และเป็นไปตามสัญญาซึ่งตกลงร่วมกัน และมีการตกลงราคากันโดยอาศัยการประเมินการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่บริษัทฯ ใช้
    q  ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน 60 ตรม.

(0.072)

(0.012)

คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล และเป็นไปตามสัญญาซึ่งตกลงร่วมกัน (บริษัทฯ ได้รับแจ้งหนี้สำหรับเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2550)
บจก. ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง (ต่อ)

 

q  ค่าโทรศัพท์พื้นฐานที่สำนักงาน

(0.079)

(0.015)

เป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในนาม บริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนี่ยริ่ง จำกัด และได้ให้ทางบริษัทฯ ใช้งานจำนวน 2 หมายเลขได้แก่ 0 3869 5563 – 4 โดยทางบริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนี่ยริ่ง จำกัด ได้สำรองเงินออกไปก่อน และเรียกเก็บจากบริษัทฯ ตามใบแจ้งหนี้ที่ได้รับจาก บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่ารายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผลและเป็นไปตามสัญญาซึ่งตกลงร่วมกัน
    ค่าเช่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

(0.048)

เป็นการเช่าใช้เป็นครั้งคราว และหน้างานนั้นก็อยู่ในพื้นที่เดียวกับทางทาง บริษัทไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งมีความสะดวกและคล่องตัวในการนำเครื่องจักรมาใช้ และราคาที่บริษัทฯ ได้รับมีมูลค่าต่ำกว่าร้านค้าทั่วไปที่ให้บริการ คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
    ค่าจ้างในการสั่งทำของ

(0.077)

เป็นการจ้างทำ Fabrication and Delivery of Head forming 2 Pcs. สำหรับงานโครงการ154 ทำการสอบเทียบราคาโดยทางเจ้าหน้าที่ประเมินราคา ซึ่งทางบริษัทไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด และมีความชำนาญในการทำงานด้านนี้อยู่แล้ว คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
บจก. ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง(ต่อ)    

(1.113)

เป็นการจ้างทำ engineer, supply and fabrication of pressure vessel D-80301 สำหรับงานโครงการ 150 เป็นรายการที่สั่งทำตั้งแต่ 13 กันยายน 2549 โดยระบุเวลาส่งมอบคือ  28 กุมภาพันธ์ 2550 และทางบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้เรียกเก็บเงินมาในเดือน  กรกฎาคม 2550 หลักฐานการเปรียบเทียบราคามีของ Sri Asia ที่เสนอราคาถูกกว่า แต่เมื่อสอบถามทางผู้จัดการโครงการ (คุณจารุพงษ์) ได้รับการชี้แจงว่าเนื่องจากมี scope งานเปลี่ยนจึงขอให้เสนอราคาใหม่ แต่ทาง Sri Asia ไม่ได้ส่งราคาให้ จึงทำการตัดสินใจเลือกจ้างบริษัท ไทย โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าว มีความสมเหตุสมผล จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
กิจการร่วมค้า     ซีพีพี-ทีอาร์ซี กิจการร่วมค้าระหว่าง บริษัทฯ  และบริษัท ไชน่า ปิโตรเลี่ยม ไปป์ไลน์ บูโร เพื่อร่วมประมูลงานจาก ปตท. โครงการท่อก๊าซวังน้อย-แก่งคอย ในสัดส่วน 10:90 โดยบริษัทฯ ไม่ได้ลงทุน และสนับสนุนทางการเงินและจัดหาวงเงินสินเชื่อให้กับกิจการร่วมค้าดังกล่าว ทำให้ไม่มีส่วนในผลกำไรหรือขาดทุนของกิจการร่วมค้า ตามสัญญากิจการร่วมค้า  โดยนายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ของบริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจลงนามของกิจการร่วมค้า รายได้จากการรับเหมาช่วงงาน จากกิจการร่วมค้า

223.829

33.944

เป็นงานส่วนที่บริษัทฯ ได้ตกลงกับทาง บริษัท ไชน่า ปิโตรเลี่ยม ไปป์ไลน์ บูโร ตั้งแต่เริ่มเข้าประมูลงาน และเป็นไปตามสัญญารับจ้างช่วงต่อระหว่างบริษัทฯ กับกิจการร่วมค้า มูลค่าสัญญารวม 269.35 ล้านบาท คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล เป็นไปตามจุดประสงค์ในการเข้าร่วมจัดตั้งกิจการร่วมค้าเพื่อประมูลงานโครงการนี้ โดยบริษัทฯ รับงานในส่วนที่มีความพร้อม  มีอัตรากำไรอยู่ในเกณฑ์ปกติ  จัดเป็นรายการค้าตามลักษณะการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ

16.10

เป็นงานที่อยู่ในระหว่างประกันผลงานของโครงการวังน้อยแก่งคอย และเนื่องจากทาง CPP ไม่มีพนักงานที่จะดำเนินการในส่วนนี้ จึงได้ว่าจ้างให้บริษัทฯ ดำเนินการแทน คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า รายการดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล และมีอัตรากำไรอยู่ในเกณฑ์ปกติ  จัดเป็นรายการค้าตามลักษณะการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ
ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง

(0.400)

เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ทางกิจการร่วมค้า ซีพีพี-ทีอาร์ซี จึงได้สำรองเงินในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ใช้ที่หน้างานแทนบริษัทฯก่อน คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าเป็นรายการที่สมเหตุสมผลและไม่เกิดผลเสียหายต่อบริษัทฯ จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
    ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งสำนักงาน

(0.081)

เนื่องจากบริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงและขยายสำนักงาน มีความต้องการอุปกรณ์สำนักงานเพิ่มเติม ดังนั้นบริษัทฯ จึงทำการติดต่อขอซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวจากทางกิจการร่วมค้า ซีพีพี-ทีอาร์ซี ซึ่งอยู่ระหว่างที่กำลังนำอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ ที่บริเวณหน้างานขายทอดตลาด เนื่องจากไม่ประสงค์ที่จะใช้สำนักงานนั้นอีกต่อไป ทางกิจการร่วมค้า ซีพีพี-ทีอาร์ซี จึงเสนอขายให้บริษัทฯในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป คณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าเป็นรายการที่สมเหตุสมผลและไม่เกิดผลเสียหายต่อบริษัทฯ จัดเป็นรายการที่กระทำเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น

11.2     มาตรการหรือขั้นตอนการอนุมัติการทำรายการระหว่างกัน

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548  มีมติกำหนดนโยบายการเข้าทำรายการระหว่างกันในอนาคตว่า จะต้องมีการตรวจสอบและให้ความเห็นโดยคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือ คณะกรรมการของบริษัทเกี่ยวกับความจำเป็นและความสมเหตุสมผลในการเข้าทำรายการ และให้มีการตรวจสอบ และเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ ของรายการว่าเป็นไปตามเงื่อนไขทางธุรกิจปกติ และเสมือนกับการทำรายการกับบุคคลภายนอกหรือไม่ และเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทฯ สามารถเข้าทำรายการระหว่างกันที่เป็นธุรกิจปกติ หรือสนับสนุนธุรกิจปกติ เช่น การรับงานก่อสร้าง การจ้างงานต่อ ที่มีมูลค่ารายการไม่เกินกว่า 30 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขว่ารายการดังกล่าวต้องกระทำด้วยราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นไปตามเงื่อนไขปกติของธุรกิจ และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ  และให้นำรายการระหว่างกันดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท เพื่อรับทราบและให้ความเห็นต่อไป  ส่วนรายการระหว่างกันต่อไปนี้ จะต้องถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัทเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นและความสมเหตุสมผลในการทำรายการ และมีมติอนุมัติให้ทำรายการดังกล่าว ก่อนการตกลงเข้าทำรายการ

  • q รายการระหว่างกันที่มิใช่ธุรกิจปกติ หรือที่ไม่ได้สนับสนุนธุรกิจปกติ
  • q รายการระหว่างกันที่กระทำด้วยราคาและ/หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่แตกต่างจากราคา และ/หรือเงื่อนไขปกติที่กระทำกับบุคคลภายนอก
  • q รายการระหว่างกันที่เป็นธุรกิจปกติ หรือสนับสนุนธุรกิจปกติ ภายใต้ราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นไปตามเงื่อนไขปกติของธุรกิจ ที่มีมูลค่ารายการเกินกว่า 30 ล้านบาท

โดยผู้ที่มีความขัดแย้ง มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใด   (ตามข้อบังคับของบริษัทฯ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด หรือตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด) ที่จะทำขึ้นกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย (ถ้ามี) ไม่มีอำนาจในการดำเนินการใด ๆ ในหรือเกี่ยวกับรายการหรือเรื่องที่มีความขัดแย้ง มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าว

และคณะกรรมการบริษัทจะต้องดูแลให้บริษัทฯ ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมตลอดถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการทำรายการเกี่ยวโยง และการได้มาหรือจำหน่ายซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย (ถ้ามี) รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมนักบัญชี

                ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัทไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้น บริษัทฯ จะได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการระหว่างกันดังกล่าวเพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท และ/หรือ ผู้ถือหุ้น ตามแต่กรณี ทั้งนี้   บริษัทฯ จะเปิดเผยรายการระหว่างกันไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ

11.3     นโยบายและแนวโน้มการเกิดรายการระหว่างกันในอนาคต

บริษัทฯ คาดว่า ในอนาคตบริษัทฯ อาจมีการทำรายการกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับเหมาก่อสร้าง ทั้งด้านที่เป็นผู้รับเหมาและเป็นผู้ว่าจ้าง หรือการรับงานบริหารโครงการ โดยในปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่มีนโยบายที่จะขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก และ/หรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งการทำรายการระหว่างกันจะเป็นไปตามมาตรการหรือขั้นตอนการอนุมัติการทำรายการระหว่างกัน

 

 

12 .   ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน

12.1    ความเห็นของผู้สอบบัญชี

ผู้สอบบัญชี

  • – นางสาว รุ้งนภา เลิศสุวรรณกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 3516 บริษัท สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ผู้ตรวจสอบงบการเงินประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2545 – 31 ธันวาคม 2548 (รวม 4 ปี)
  • – นายโสภณ เพิ่มศิริวัลลภ เลขทะเบียน 3182 บริษัท สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ผู้ตรวจสอบงบการเงินประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 – 31 ธันวาคม 2550 (รวม 2 ปี)

ความเห็นของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสำหรับงบการเงินประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 – 31 ธันวาคม 2550 สรุปได้ดังนี้

ปี 2548

ผู้สอบบัญชีให้ความเห็นว่า งบการเงินของบริษัทฯ ได้แสดงถึงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 และ 2547 ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกันของแต่ละปีของบริษัทฯ โดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป

ปี 2549

ผู้สอบบัญชีให้ความเห็นว่า งบการเงินของบริษัทฯ ได้แสดงถึงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกันของแต่ละปีของบริษัทฯ โดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป

ปี 2550

ผู้สอบบัญชีให้ความเห็นว่า งบการเงินของบริษัทฯ และ บริษัทย่อย ได้แสดงถึงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 และ 2549  ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกันของแต่ละปีของบริษัทฯ และ บริษัทย่อย โดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป  และได้ให้ข้อสังเกตเรื่องการเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญในบริษัท สหการวิศวกร จำกัด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 ในระหว่างไตรมาสสองของปี 2550โดยจ่ายค่าหุ้นด้งกล่าวด้วยหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัทฯ

12.2    ตารางสรุปงบการเงินบริษัท

งบดุล

         

หน่วย: พันบาท

 

ณ 31 ธันวาคม 2550
งบรวม

ณ 31 ธันวาคม 2549

ณ 31 ธันวาคม 2548

 จำนวนเงิน

ร้อยละ

จำนวนเงิน

ร้อยละ

 จำนวนเงิน

ร้อยละ

สินทรัพย์

 

 

       
สินทรัพย์หมุนเวียน            
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด      134,524.25

    13.08

    39,494.15

     9.66

  230,304.16

   51.53

ลูกหนี้การค้า  

 

 

 

 

 

กิจการที่เกี่ยวข้องกัน               –  

        –  

              –  

 –

    22,565.20

     5.05

อื่นๆ   177,670.38

    17.27

  150,082.66

   36.71

    69,905.24

   15.64

หัก : ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ               –  

        –  

              –  

 –

       (192.13)

   (0.04)

รวมลูกหนี้การค้า-สุทธิ

     177,670.38

17.27

150,082.66

36.71

92,278.30

20.65

รายได้ที่ยังไม่เรียกชำระ        82,302.89

      8.00

  108,098.77

   26.44

    70,860.87

   15.85

ลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง    

 

 

 

 

   กิจการที่เกี่ยวข้องกัน        43,446.53

      4.22

    13,087.03

     3.20

 –

 –

อื่นๆ    

              –  

       –  

      3,735.83

     0.84

เงินจ่ายล่วงหน้าแก่ผู้รับเหมาช่วงตามสัญญาก่อสร้าง     42,467.76

      4.13

      2,828.44

     0.69

 

 

งานระหว่างก่อสร้าง          6,825.51

      0.66

        764.96

     0.19

        195.63

     0.04

เงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน        51,144.99

      4.97

 

 

 

 

ลูกหนี้อื่น- กิจการที่เกี่ยวข้องกัน          7,521.76

      0.73

 

 

 

 

ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย        31,364.35

      3.05

      4,766.68

     1.17

 

 

เงินลงทุนในบริษัทร่วม              87.48

      0.01

 

 

 

 

สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น        34,160.86

      3.32

      5,415.98

     1.32

      6,469.25

     1.45

รวมสินทรัพย์หมุนเวียน

     611,516.74

    56.40

  324,538.68

   79.39

  403,844.05

   90.35

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน    

 

 

 

 

เงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน          5,027.60

      0.49

 

 

 

 

เงินฝากสถาบันการเงินที่มีภาระค้ำประกัน      163,091.14

    15.85

    51,377.53

   12.57

    32,304.09

     7.23

ค่าความนิยมในการรวมกิจการ-สุทธิ      109,071.42

    10.60

 

 

 

 

ส่วนปรับปรุงสินทรัพย์เช่าและอุปกรณ์-สุทธิ        95,169.62

      9.25

    31,619.30

     7.73

      9,886.10

     2.21

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน-สุทธิ          1,768.45

      0.17

          99.24

     0.02

        264.56

     0.06

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น          4,755.27

      0.46

      1,168.32

     0.29

        675.04

     0.15

เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ        38,252.96

      3.72

 

 

 

 

รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

     417,136.44

    40.55

    84,264.39

   20.61

    43,129.78

     9.65

รวมสินทรัพย์    1,028,653.18     96.95

  408,803.07

 100.00

  446,973.83

 100.00

 

ณ 31 ธันวาคม 2550

งบรวม

ณ 31 ธันวาคม 2549

ณ 31 ธันวาคม 2548

 จำนวนเงิน

ร้อยละ

จำนวนเงิน

ร้อยละ

 จำนวนเงิน

ร้อยละ

หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

 

 

        
หนี้สินหมุนเวียน            
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน        21,000.00

      2.04

    19,929.60

     4.88

    14,245.33

     3.19

เจ้าหนี้การค้า    

 

 

 

 

เจ้าหนี้การค้า – บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน    

          92.09

     0.02

      9,301.88

     2.08

เจ้าหนี้การค้ารวม      207,329.39

    20.16

    62,156.52

   15.20

  146,338.95

   32.74

ต้นทุนงานที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ        22,035.96

      2.14

      3,869.60

     0.95

      6,767.97

     1.51

เจ้าหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง        20,611.05

      2.00

 

 

 

 

เงินรับล่วงหน้าจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันตามสัญญาก่อสร้าง        12,597.89

      1.22

      4,985.69

     1.22

    41,086.97

     9.19

เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าตามสัญญาก่อสร้าง        41,095.35

      4.00

    29,531.45

     7.22

 –

 –

เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลอื่น        20,158.86

      1.96

 

 

 

 

ส่วนของเจ้าหนี้ตามสัญญาเช่าทางการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี          2,977.79

      0.29

      2,608.68

     0.64

        835.36

     0.19

หนี้สินจากการประนีประนอมหนี้ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี        16,451.36

      1.60

 

 

 

 

ภาษีขายตั้งพัก    

      9,818.49

     2.40

      6,011.38

     1.34

ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย    

      5,418.13

     1.33

      6,365.10

     1.42

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย    

    12,578.24

     3.08

      9,640.51

     2.16

หนี้สินหมุนเวียนอื่น        53,225.14

      5.17

      6,383.62

     1.56

      2,247.31

     0.50

รวมหนี้สินหมุนเวียน

     417,482.79

    40.59

  157,280.02

   38.47

  233,538.87

   52.25

หนี้สินไม่หมุนเวียน    

 

 

 

 

เจ้าหนี้ตามสัญญาเช่าทางการเงิน – สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี          2,198.99

      0.21

      4,549.66

     1.11

      2,280.29

     0.51

หนี้สินจากการประนีประนอมหนี้-สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี        10,697.34

      1.04

 

 

 

 

รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน

       12,896.34

      1.25

      4,549.66

     1.11

      2,280.29

     0.51

รวมหนี้สิน      430,379.12     41.84

  161,829.68

   39.59

  235,819.16

   52.76

ส่วนของผู้ถือหุ้น

 

 

 

 

 

 

ทุนที่ออกและชำระแล้ว      256,666.62

    24.95

  150,000.00

   36.69

  150,000.00

   33.56

ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ      190,384.90

    18.51

    22,155.00

     5.42

    22,155.00

     4.96

กำไรสะสม    

 

 

 

 

  จัดสรรแล้ว    

 

 

 

 

      สำรองตามกฎหมาย          9,859.12

      0.96

      5,226.13

     1.28

      2,685.19

     0.60

  ยังไม่ได้จัดสรร      141,363.42

    13.74

    69,592.26

   17.02

    36,314.48

     8.12

รวมส่วนของผู้ถือหุ้น      598,274.06     58.16

  246,973.39

   60.41

  211,154.67

   47.24

รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น    1,028,653.18   100.00

  408,803.07

 100.00

  446,973.83

 100.00

 งบกำไรขาดทุน

         

หน่วย:  พันบาท

 

2550 (งบรวม)

2549

2548

จำนวนเงิน

ร้อยละ

จำนวนเงิน

ร้อยละ

จำนวนเงิน

ร้อยละ

รายได้            
รายได้จากการขายและให้บริการ

1,564,798.60

   97.37

733,297.64

   99.52

503,835.74

   98.92

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน

5,028.64

     0.31

 

 

 

 

รายได้ดอกเบี้ย

4,226.62

     0.26

1,545.58

     0.21

720.08

     0.14

กำไรจากการประนีประนอมหนี้

10,950.78

     0.68

 

 

 

 

รายได้อื่น

22,059.84

     1.37

2,022.28

     0.27

4,786.81

     0.94

รวมรายได้

1,607,064.48

 100.00

736,865.50

 100.00

509,342.62

 100.00

ค่าใช้จ่าย

 

 

 

 

 

 

   ต้นทุนในการให้บริการ

1,356,657.68

   84.42

617,958.31

   83.86

424,217.26

   83.29

   ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (1)

111,111.22

     6.91

53,736.67

     7.29

40,841.79

     8.02

   ขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร

18,031.24

     1.12

 

 

 

 

รวมค่าใช้จ่าย

1,485,800.14

   92.45

671,694.98

   91.16

465,059.05

   91.31

กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้

121,264.34

     7.55

65,170.52

     8.84

44,283.57

     8.69

ดอกเบี้ยจ่าย

-500.32

–   0.03

-615.22

–   0.08

-209.83

–   0.04

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

-24,859.87

–   1.55

-13,736.59

–   1.86

-13,369.89

–   2.62

กำไรสุทธิสำหรับปี

95,904.16

     5.97

50,818.72

     6.90

30,703.84

     6.03

กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาทต่อหุ้น)(2)

0.43

0.34

0.22

หมายเหตุ:            
(1) รวมค่าตอบแทนกรรมการ            
         
                   
       

 

งบกระแสเงินสด

     

หน่วย: พันบาท

2550

2549

2548

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน    

 

กำไรสุทธิ

    95,904.16

     50,818.72

  30,703.84

ปรับกระทบกำไรสุทธิเป็นเงินสดได้มา(ใช้ไป)ในกิจกรรมดำเนินงาน

 

 

 

     กำไรจากการประนีประนอมหนี้

   (10,950.78)

 

 

     รายได้ค่าชดเชยจากการประนีประนอมหนี้

   (25,801.84)

 

 

     ค่าเสื่อมราคา

    18,932.03

       4,662.59

    2,498.14

     ค่าตัดจำหน่าย

      8,522.27

         165.32

       165.32

     กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร

      2,200.46

          (21.96)

     (967.61)

     กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

        212.40

        (123.59)

 –

     ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร

    18,031.24

 

 

     ตัดจำหน่ายลูกหนี้เงินทดรอง

      3,295.26

 

 

     ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน

    (5,028.64)

 

 

กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน

  105,316.56

     55,501.08

  32,399.69

สินทรัพย์ดำเนินงาน(เพิ่มขึ้น)ลดลง

 

 

 

     ลูกหนี้การค้า

    85,852.13

    (57,804.36)

 (74,479.06)

     รายได้ที่ยังไม่เรียกชำระ

  195,229.90

    (37,237.90)

 (58,220.22)

     ลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง

      7,823.52

     (9,351.20)

   (3,650.18)

     เงินจ่ายล่วงหน้าแก่ผู้รับเหมาช่วงตามสัญญาก่อสร้าง

    (1,655.17)

 

 

     งานระหว่างก่อสร้าง

      8,564.81

        (569.33)

    1,942.57

     ลูกหนี้อื่น-กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

    (7,521.76)

 

 

     สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น

      5,137.46

     (6,541.85)

   (5,269.30)

     ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย

    10,444.96

 

 

     สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น

       (790.97)

        (493.28)

       (55.50)

หนี้สินดำเนินงานเพิ่มขึ้น(ลดลง)

 

 

 

     เจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย

    (3,234.08)

    (87,371.31)

 139,092.51

     ต้นทุนงานที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

    18,166.36

 

 

     เงินรับล่วงหน้าจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันตามสัญญาก่อสร้าง

 (102,060.03)

     (6,569.83)

  39,488.15

     เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าตามสัญญาก่อสร้าง

    12,597.89

 –

 –

     ภาษีขายตั้งพัก

 

       3,807.11

    5,181.59

     ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

 

       2,937.74

    4,604.60

     หนี้สินหมุนเวียนอื่น

      1,958.23

       3,189.34

    6,505.09

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน

  335,829.81

  (140,503.81)

  87,539.94

งบกระแสเงินสด (ต่อ)

 

2550

2549

2548

กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน  

 

 

    เงินฝากสถาบันการเงินที่มีภาระค้ำประกันเพิ่มขึ้น

   (13,450.20)

    (19,073.44)

 (15,424.22)

    เงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันเพิ่มขึ้น

   (51,144.99)

 

 

    เงินสดรับ (จ่าย) จากการลงทุนในบริษัทย่อย

    65,115.91

 

 

    เงินสดจ่ายในการลงทุนในบริษัทร่วม

         (87.48)

 

 

    เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อพัฒนาโครงการ

   (38,252.96)

 

 

    เงินสดรับจากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร

    12,674.99

         376.89

       967.62

    ซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น

   (30,241.54)

    (21,507.17)

   (3,451.61)

    ซื้อสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเพิ่มขึ้น

    (1,193.96)

 –

 –

รวมเงินสดใช้ไปในกิจกรรมการลงทุน

   (56,580.22)

    (40,203.72)

 (17,908.22)

กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

 

 

 

    เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น(ลดลง)

 (140,066.25)

       5,684.27

  14,245.33

    ได้รับชำระค่าหุ้นเพิ่มเติม

 

 –

  60,000.00

    เงินสดรับสุทธิจากการเพิ่มทุน

 

 –

  72,155.00

    เงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันและบุคคลอื่นลดลง

   (15,026.61)

 

 

    เงินสดจ่ายในการออกหุ้นเพิ่มทุน

       (303.36)

 

 

    เงินปันผลจ่าย

   (19,500.00)

    (15,000.00)

 –

    เจ้าหนี้ตามสัญญเช่าทางการเงินเพิ่มขึ้น(ลดลง)

    (9,323.28)

        (786.76)

     (210.90)

        เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน

 (184,219.50)

    (10,102.49)

 146,189.43

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ

    95,030.10

  (190,810.02)

 215,821.15

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด-ต้นปี

    39,494.15

   230,304.16

  14,483.02

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด-ปลายปี

  134,524.25

     39,494.15

 230,304.16

ข้อมูลกระแสเงินสดเปิดเผยเพิ่มเติม

 

 

 

    เงินสดจ่ายระหว่างปีสำหรับ

 

 

 

        ดอกเบี้ยจ่าย

    12,971.18

       2,103.70

        44.97

        ภาษีเงินได้นิติบุคคล

    41,354.20

     18,503.27

  13,402.21

    รายการที่ไม่ใช่เงินสดประกอบด้วย

 

 

 

        ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นหักกับส่วนเกินมูลค่าหุ้น

 

 –

    1,785.00

        ซื้อสินทรัพย์จากการทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าการเงิน

      1,569.10

       4,829.45

    3,115.65

        ซื้อสินทรัพย์ถาวรโดยยังมิได้ชำระเงิน

        648.45

         414.11

 –

        ซื้อบริษัทย่อยโดยจ่ายชำระเป็นหุ้นเพิ่มทุน

  106,666.62

 

 

        ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นจากการซื้อบริษัทย่อย

  168,229.90

 

 

        จ่ายชำระเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าโดยการหักกลบลูกหนี้เงินทดรอง

        490.00

 

 

อัตราส่วนทางการเงิน

 

2550 (งบรวม)

2549

2548

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)      
อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า)

             1.46

             2.06

             1.73

อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า)

             0.75

             1.21

             1.38

อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด (เท่า)

             1.17

 n/a

             0.68

อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (เท่า)

             9.55

             6.05

             9.12

ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน)

                38

                60

                39

อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้ (เท่า)

           10.07

             5.93

             5.52

ระยะเวลาชำระหนี้ (วัน)

                36

                61

                65

อัตราส่วนแสดงความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio)

 

 

 

อัตรากำไรขั้นต้น (%)

           13.30

           15.73

           15.80

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (%)

             5.05

             8.40

             7.70

อัตราส่วนเงินสดต่อการทำกำไร (%)

             3.48

 n/a

          197.68

อัตรากำไรสุทธิ (%)

             5.97

             6.90

             6.03

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (%)

           22.69

           22.19

           23.67

อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Efficiency Ratio)

 

 

 

อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (%)

           13.34

           11.88

           11.83

อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร (%)

           45.81

           87.10

           99.29

อัตราการหมุนของสินทรัพย์ (เท่า)

             2.24

             1.72

             1.96

อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน

 

 

 

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า)

             0.72

             0.66

             1.12

อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า)

          721.92

 n/a

          481.91

อัตราส่วนความสามารถชำระภาระผูกพัน (Cash Basis) (เท่า)

             1.06

 n/a

             4.59

อัตราการจ่ายเงินปันผล (%)

           87.94

           38.37

           48.85

12.3    คำอธิบายและการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน

1.   ภาพรวมของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

ธุรกิจหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและติดตั้งระบบวิศวกรรม ซึ่งลักษณะการทำงานอยู่ในรูปแบบโครงการ ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจจึงอยู่ที่โอกาสของการเข้าประมูลงาน การได้รับงาน  รวมทั้งการดำเนินการและควบคุมงานให้มีประสิทธิภาพ มีต้นทุนตามแผนที่วางไว้ และเสร็จทันกำหนดเวลา

ปี 2550 เป็นปีที่บริษัทฯ ได้มาซึ่งบริษัทย่อย คือ บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในงานรับเหมาก่อสร้างทั่วไป การรับเหมาก่อสร้างงานสาธารณูปโภค และการก่อสร้างอาคาร และโรงงาน โดยวิธีการแลกหุ้นของสหการวิศวกรกับหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวน 106,666,615 หุ้น ทำให้บริษัทฯ เข้าถือหุ้นในสหการวิศวกร ร้อยละ 99.99  โดยผลประกอบการของสหการวิศวกรได้เริ่มเข้ามารวมในงบการเงินของบริษัทฯ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 เป็นต้นไป  และเพื่อการประสานการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นหนึ่งเดียว ได้มีการย้ายสำนักงานใหญ่ของสหการวิศวกรมายังที่เดียวกับบริษัทฯ     ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,607.06 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 95.91 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 5.97  

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีงานในมือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 จำนวน 13 โครงการ มูลค่างานที่คงค้าง 1,640.57 ล้านบาท (มีโครงการระหว่างกันคือ โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา สัญญาที่ 2 โครงการประแสร์ ซึ่งบริษัทฯ รับงานจากสหการวิศวกร  มูลค่างานคงค้างของบริษัทฯ 40.08 ล้านบาท) โดยงานของบริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นงานในหน่วยธุรกิจวางระบบท่อ รวม 9 โครงการ มูลค่างานที่คงค้าง 639.66 ล้านบาท และมีงานโครงการศูนย์ผลิตไบโอดีเซลบางปะอิน จากบจก. บางจากไบโอฟูเอล ซึ่งเป็นโครงการใหม่ มูลค่างาน 757.00 ล้านบาท  ส่วนงานของสหการวิศวกรรวม 4 โครงการ มูลค่างานคงค้าง 283.99 ล้านบาทเป็นงานที่มีกำหนดแล้วเสร็จและรับรู้รายได้ในปี 2551 ทั้งหมด

2.     ผลการดำเนินงาน

รายได้

อดีตที่ผ่านมารายได้ของบริษัทฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 97 – 99 มีที่มาจากรายได้จากการให้บริการและรายได้ค่าบริหารจัดการ  แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2550 ที่ผ่านมา รายได้จากการดำเนินงานหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย 1,564.80 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้จากการให้การบริการ 1,461.90 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.42  และที่เหลือร้อยละ 6.58 เป็นรายได้จากการขาย 102.89 ล้านบาท รายได้จากการขายเกิดขึ้นเนื่องจาก  สหการวิศวกรเป็นตัวแทนขายเครื่องจักรและอุปกรณ์โรงผลิตน้ำให้กับบจก. พีทีที ยูทิลิตี้ มูลค่า 104.74 ล้านบาท และบริษัทฯ มีการขายคืนท่อก๊าซให้กับบจก. ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติป มูลค่า 40.24 ล้านบาท สำหรับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับกลุ่มโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน   เนื่องจาก บริษัทฯ ได้สั่งซื้อท่อมาล่วงหน้า  แต่บจก. ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติมีการชะลอการก่อสร้างโครงการดังกล่าว จึงได้รับซื้อคืนท่อจากบริษัทฯ

โดยรายได้จากการขายและให้บริการของบริษัทฯ เป็นรายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อร้อยละ 93.86 โดยโครงการที่รับรู้รายได้สูงสุด คือ โครงการท่อก๊าซธรรมชาติที่สงขลา คิดเป็นร้อยละ 47.62 ของรายได้จากการขายและให้บริการ  ที่เหลือร้อยละ 6.14 เป็นรายได้จากงานติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   ส่วนรายได้ของสหการวิศวกรที่นำมารวมในรายได้จากการขายและให้บริการรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อย นั้น คือรายได้ที่เกิดขึ้นช่วงไตรมาส 2 ถึง 4 (ไม่รวมไตรมาสแรก เนื่องจากสหการวิศวกรเข้ามาเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ช่วงไตรมาส 2)  จำนวน 585.25 ล้านบาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากงานที่รับจากหน่วยงานในภาครัฐบาล ร้อยละ 73.61 คือจากงานก่อสร้างถนนที่เกาะกงให้กับรัฐบาลกัมพูชา และงานก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 35 สายกรุงเทพถึงปากท่อ จากกรมทางหลวง  ที่เหลือร้อยละ 26.39 เป็นงานจากภาคเอกชน

ในไตรมาส 2 ปี 2550 สหการวิศวกรได้มีการประนีประนอมยอมความกับบริษัทแห่งหนึ่ง สำหรับคดีฟ้องร้องให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายจากการบริหารโครงการใหญ่ โครงการสถาปัตยกรรม ลานจอดรถและอุปกรณ์ภาคพื้นของบมจ. การบินไทย   ซึ่งสหการวิศวกรได้รับรู้ผลขาดทุนจากโครงการดังกล่าวแล้วในปี 2548 (ในปี 2548 สหการวิศวกรมีผลขาดทุนสุทธิถึง 120.51 ล้านบาท ผลจากการรับรู้ขาดทุนจากโครงการดังกล่าว)   ดังนั้นสหการวิศวกรจึงมีรายได้จากค่าชดเชยจากการประนีประนอมหนี้ จำนวน 86.01 ล้านบาท รวมอยู่ในรายได้อื่น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการกำหนดอัตราส่วนในการแลกหุ้นของบริษัทฯ กับสหการวิศวกรที่เกิดในช่วงเดือนเมษายน 2550 ได้มีการพิจารณาคำนึงถึงโอกาสที่สหการวิศวกรจะได้รับค่าชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เงินชดเชยรับดังกล่าวจึงถือเป็นการคืนต้นทุนในการซื้อเงินลงทุนของบริษัทฯ ในสหการวิศวกร และนำส่วนที่สุทธิจากภาษีเงินได้ จำนวน 60.20 ล้านบาท มาหักค่าความนิยมในการซื้อกิจการในงบการเงินรวม  และไม่ถูกนำมารวมในรายได้ในงบการเงินรวมของบริษัทฯ  

รายได้อื่น ๆ ที่สำคัญที่ปรากฏในงบการเงินรวม ประกอบด้วย

– ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน 5.03 ล้านบาท เป็นส่วนแบ่งรายได้จากกิจการร่วมค้าที่สหการเข้าเป็นเป็นหุ้นส่วน คือ กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค-สหการ สำหรับโครงการระบบบำบัดน้ำเสีย กับเทศบาลเมืองมหาสารคาม   และกิจการร่วมค้าเอสเอสพี    สำหรับโครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา สัญญาที่ 2 โครงการประแสร์  ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนของ 4 บริษัท   คือ บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด ร้อยละ 40 บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ร้อยละ 40  และบริษัท พี.เอส.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร้อยละ 20

–  ดอกเบี้ยรับ 4.23 ล้านบาท

–  กำไรจากการประนอมหนี้  10.95 ล้านบาท เป็นกำไรที่สหการวิศวกรได้รับการยกหนี้จากเจ้าหนี้การค้ารายหนึ่ง จากโครงการที่ได้รับการประนีประนอมที่ได้กล่าวมาแล้ว

– รายได้อื่น 22.06 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ค่าออกแบบงาน รายค่าบริหารโครงการ รายได้ค่าชดเชยค่าก่อสร้าง (ค่า k) และรายได้ทางบัญชีจากส่วนต่างภาษีนิติบุคคลของสหการวิศวกรจากการประนีประนอมหนี้

ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ต้นทุนที่สำคัญในการให้บริการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย คือ วัตถุดิบ และค่าแรง ต้นทุนในการให้บริการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในปี 2550  เท่ากับ 1,356.66 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.42 ของรายได้รวม    ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารรวมเท่ากับ 111.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.95 ของรายได้รวม สัดส่วนลดลงจากปีก่อนของบริษัทฯ ที่อยู่ในระดับ 7.29   ค่าใช้จ่ายหลักของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคือ เงินเดือน ค่าตอบแทนผู้บริหาร และพนักงาน สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเมื่อเทียบกับรายได้รวมลดลงจากปีก่อน เนื่องจาก ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคคากร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ผลจากการลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน และการใช้บุคคลาการร่วมกันของบริษัทฯ และบริษัทย่อย  

สหการวิศวกรมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ทำให้เกิดรายการขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวรขึ้น 18.03 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดจะอธิบายในหัวข้อฐานะการเงิน ในหัวข้อย่อย “สินทรัพย์”

กำไร

   – กำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงาน

ปี 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรขั้นต้น เท่ากับ 208.14 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 13.30  ซึ่งลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน และเมื่อเทียบกับกำไรขั้นต้นเฉพาะของบริษัทฯ  ซึ่งอยู่ในระดับ 15.73 และ 16.61 ตามลำดับ  ทั้งนี้ เนื่องจาก สหการวิศวกรมีอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่ต่ำกว่าบริษัทฯ อันเป็นไปตามลักษณะธุรกิจของการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป ประกอบกับในปี 2550 มีโครงการหนึ่งของสหการวิศวกรที่ประสบผลขาดทุน (โครงการได้แล้วเสร็จและส่งมอบงานแล้ว) ทำให้ในปี 2550 สหการวิศวกร มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียงร้อยละ 4.62   แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ผลจากการรวมกิจการ     และการมีนโยบายมุ่งเน้นการรับงานในธุรกิจปิโตรเคมี คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของสหการวิศวกรจะปรับตัวสูงขึ้น

กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เท่ากับ 96.44 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 61.60 ล้านบาท  แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงจาก ร้อยละ 8.40 เป็นร้อยละ 6.16  สาเหตุเช่นเดียวกับการลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นที่กล่าวข้างต้น

– กำไรสุทธิ

ในปี 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 95.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 5.9 ลดลงจากร้อยละ 6.9 ในปีก่อน  แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิของเฉพาะบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 92.7 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 8.6 อัตรากำไรสุทธิรวมลดลงเมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิจากงบเดี่ยว เนื่องจาก การพิจารณาไม่นำรายได้จากการประนีประนอมหนี้ที่สหการวิศวกรได้รับ 86.0 ล้านบาท มารวมในงบรวม 

อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2548 และ 2549 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท และ 0.13 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ  51.43 และ 40.39 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย ตามลำดับ  และสำหรับผลการดำเนินงานปี 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551  ได้มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 พิจารณาอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2550 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล ดังนี้

–    กำไรสุทธิประจำปี 2550 ของบริษัทฯ                                                                         92,659,915     บาท

–   จัดสรรกำไรสุทธิร้อยละ 5 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย                                                4,632,996     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ                                                                                       73,333,319     บาท

–   จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด                                                                                              8,148,147     บาท

การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวบริษัทฯ จะจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตรา 7 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 2 หุ้นปันผล หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.28571 บาท (ศูนย์จุดสองแปดห้าเจ็ดหนึ่งบาท) โดยคำนวณมูลค่าจากราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท รวมเป็นหุ้นปันผลจำนวนทั้งสิ้น 73,333,319 หุ้น กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ณ วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ในกรณีที่หุ้นปันผลที่คำนวณได้ออกมาเป็นเศษหุ้นน้อยกว่า 1 หุ้น ให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดแทน กำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551

โดยมีรายละเอียดการจ่ายหุ้นปันผลและเงินสดปันผลดังนี้

1.  มูลค่าเงินสดปันผล               0.03174    บาท/หุ้น             

    หัก ภาษี ณ ที่จ่าย                  0.00317    บาท/หุ้น                     

    เงินสดปันผลสุทธิ                 0.02857    บาท/หุ้น             

2.  มูลค่าหุ้นปันผล                    0.28571    บาท/หุ้น

    หัก ภาษี ณ ที่จ่าย                  0.02857    บาท/หุ้น

    หุ้นปันผลรับสุทธิ                0.25714     บาท/หุ้น

3.  ฐานะทางการเงิน

   เนื่องจาก  ณ สิ้นปี 2550 มีการรวมรายการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทย่อย คือ สหการวิศวกร เข้ามาในฐานะการเงินของบริษัทฯ ตามงบการเงินรวม ดังนั้น การวิเคราะห์ฐานะการเงินในปี  2550 จะวิเคราะห์จากฐานะการเงินรวมเป็นหลัก 

สินทรัพย์

   วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,028.65 ล้านบาท  ประกอบด้วยสินทรัพย์หมุนเวียนร้อยละ 59.45 และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนร้อยละ 40.55  รายการหลักของสินทรัพย์ได้แก่ ลูกหนี้การค้า รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระ เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน ค่านิยมในการรวมกิจการ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และเงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ

–   ลูกหนี้การค้า-สุทธิ

ลูกหนี้การค้าสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2550 ปรากฏจำนวน 177.67 ล้านบาท การจัดการบริหารลูกหนี้ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยยังคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จาก ยอดคงค้างของลูกหนี้การค้าแยกตามอายุหนี้ที่คงค้าง ประกอบด้วยลูกหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดชำระร้อยละ 66.79 ลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ร้อยละ 24.63 และที่เหลือร้อยละ 8.58  เป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน        

–  รายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระ

ตามปกติของงานก่อสร้าง รายได้จะได้รับเป็นงวด ๆ ตามความคืบหน้าของงาน (Percentage of Completion) ดังนั้น บริษัทฯ และบริษัทย่อย จะมีรายได้บางส่วนที่บันทึกตามบัญชีแล้ว แต่ยังไม่ได้เรียกชำระจากผู้ว่าจ้างเนื่องจากยังก่อสร้างและติดตั้งไม่ถึงจุดที่จะทำการเรียกชำระได้ตามข้อกำหนดในสัญญา (Milestone Collection) ซึ่งจะต้องมีการทำงานให้ถึงจุดที่กำหนดก่อนจึงจะสามารถส่งใบเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งหลังจากนั้นรายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระจะกลายเป็นลูกหนี้การค้าแทน ซึ่งยอดรายได้ที่ยังไม่เรียกชำระของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2550 เท่ากับ 82.30 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 8.00 ของสินทรัพย์รวม

  • เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน

เป็นส่วนเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีเงินฝากประจำที่ใช้เป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามสัดส่วนที่สถาบันการเงินกำหนด  จำนวนรวม 163.09 ล้านบาท ทั้งในรูปวงเงินกู้เพื่อใช้เงินทุนหมุนเวียน และรูปวงเงินกู้เพื่อสนับสนุนโครงการ (Project Finance)  

  • ค่าความนิยมในการรวมกิจการ

ค่าความนิยมในการรวมกิจการ เกิดขี้นจากการที่บริษัทฯ เข้าซื้อสหการวิศวกรในมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนของสหการวิศวกร และเนื่องจากการกำหนดอัตราส่วนในการแลกหุ้นระหว่างบริษัทฯ กับสหการวิศวกร ได้มีการพิจารณาคำนึงถึงโอกาสที่สหการจะได้รับค่าชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว จึงได้นำรายได้เงินชดเชยจากการประนอมหนี้(สุทธิจากภาษีเงินได้) 60.2 ล้านบาท มาหักออกจากมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย  และเกิดค่าความนิยม มูลค่า 117.2 ล้านบาท   ปรากฏในงบดุลรวมของบริษัทฯ โดยค่าความนิยมจะถูกตัดจำหน่ายภายในระยะเวลา 10 ปี หรือปีละ 11.7 ล้านบาท หรือไตรมาสละ 2.9 ล้านบาท  เริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นต้นไป  ค่าความนิยมตัดจำหน่ายได้รวมอยู่ในรายการค่าใช้จ่ายในการบริหารในงบกำไรขาดทุนรวม

                                                                                                                                                         (หน่วย : ล้านบาท)

มูลค่าหุ้นเพิ่มทุนของ TRC ที่ออกเพื่อแลกกับหุ้นของสหการ- สุทธิ 277.40
หัก มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของสหการ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2550 (100.04)
      รายได้ค่าชดเชยจากการประนอมหนี้ของสหการวิศวกร (สุทธิจากภาษีเงินได้) (60.20)
ค่าความนิยมในการรวมกิจการ 117.16
หัก  ค่าตัดจำหน่ายไตรมาส 2 ถึง 4        (รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของงบการเงินรวม) (8.09)
ค่าความนิยมในการรวมกิจการ สุทธิ ณ สิ้นปี 2550 109.07
  • – ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิปรากฏยอด 95.17 ล้านบาท ในปีนี้ มีการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร 32.46 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนในอาคารระหว่างก่อสร้าง เพื่อก่อสร้าง Fabrication Shop ที่อำเภอภูตาหลวง จังหวัดชลบุรี 12.87 ล้านบาท เครื่องมือและอุปกรณ์ 9.04 ล้านบาท ส่วนปรับปรุงสินทรัพย์เช่า 4.67 ล้านบาท เครื่องตกแต่งติดตั้งและเครื่องใช้สำนักงาน 4.31 ล้านบาท และยานพาหนะ 1.60 ล้านบาท  และมีการพิจารณาตัดจำหน่ายสินทรัพย์ 18.30 ล้านบาท   เนื่องจากสหการวิศวกรได้รับโอนอุปกรณ์ก่อสร้างมาจากเจ้าหนี้ผู้รับเหมารายหนึ่ง และผู้รับเหมารายดังกล่าวไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้าง แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานในกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ และผู้บริหารเห็นว่าสินทรัพย์ดังกล่าวไม่มีมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน จึงพิจารณาตัดจำหน่ายสินทรัพย์สุทธิออกจากบัญชีทั้งจำนวน 17.40 ล้านบาท  รวมอยู่ในขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ส่วนที่เหลือ 0.90 ล้านบาทเป็นการตัดจำหน่ายอาคาร เครื่องตกแต่งติดตั้งและเครื่องใช้สำนักงาน

  • – เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ

สหการวิศวกรมีการให้เงินสนับสนุนในลักษณะของเงินทดรองจ่ายแก่บริษัทแห่งหนึ่งในกัมพูชา ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างนักลงทุนชาวไทยและกัมพูชา  เพื่อการพัฒนาและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสตึงนัม  จำนวน 38.25 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้สหการวิศวกรสามารถแปลงเป็นทุนในบริษัทดังกล่าว หรือแปลงเป็นเงินให้กู้ยืม ภายในปี 2551 และสามารถขยายระยะเวลาการใช้สิทธิไปได้อีกหนึ่งปี  โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่วนพัฒนาโครงการและการลงทุนอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และหาผู้ร่วมทุน

หนี้สิน และแหล่งที่มาของเงินทุน

   จากลักษณะธุรกิจของบริษัทฯ หนี้สินส่วนใหญ่ของบริษัทฯ จะอยู่ในรูปของเจ้าหนี้การค้า ต้นทุนงานที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง เงินรับล่วงหน้าตามสัญญาก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย  ในปี 2550 ได้มีการรวมหนี้สินของบริษัทย่อยเข้ามาในงบการเงินรวม ปรากฏรายการที่สำคัญคือ หนี้สินจากการประนีประนอมหนี้จากการเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้การค้า สำหรับโครงการที่สหการวิศวกรได้ฟ้องร้องให้บริษัทแห่งหนึ่งชดใช้ค่าเสียหายจากขาดทุนจากโครงการที่บริษัทดังกล่าวเป็นผู้บริหารโครงการ  โดยสหการวิศวกรได้รับการยกหนี้จากเจ้าหนี้รายหนึ่งเป็นจำนวน 10.95 ล้านบาท และยังคงเหลือหนี้สินที่เกิดจากการประนอมหนี้รวม 27.15 ล้านบาท   เป็นส่วนที่ต้องชำระในปี 2551 16.45 ล้านบาท และที่เหลือเป็นหนี้ระยะยาว  

บริษัทฯ และบริษัทย่อย จัดหาเงินทุนโดยใช้เงินทุนจากเงินทุนหมุนเวียน กล่าวคือ ใช้เครดิตที่ได้จากเจ้าหนี้การค้าเพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องลงทุนในลูกหนี้การค้า และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น นอกจากนี้ยังอาศัยเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น และจากเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ การกู้ยืมเงินเพื่อการบริหารงานโครงการของบริษัทฯ  มักเป็นการกู้ยืมระยะสั้นในลักษณะ Project Finance ซึ่งมีหลักประกันเป็นเงินฝากประจำค้ำวงเงิน ซึ่งจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนของบริษัทฯ ทำให้มีสถาบันการเงินเข้ามาเสนอบริการสินเชื่อให้กับบริษัทฯ และบริษัทฯ สามารถเจรจาต่อรองเงื่อนไขด้านอัตราค่าธรรมเนียม อัตราดอกเบี้ย และสัดส่วนเงินฝากค้ำประกันที่ลดลง  และสำหรับบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ก็ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้ประมูลงานจากหน่วยงานราชการ และสำหรับโครงการทั่วไปจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในปี 2550 ช่วยสนับสนุนให้ด้านการจัดหาเงินทุนในการบริหารและดำเนินโครงการ

   หลังการได้มาซึ่งสหการวิศวกรเป็นบริษัทย่อย ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในภาพรวมสูงขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน คือ เพิ่มขึ้นจาก 0.65 เท่าเป็น 0.72 เท่า ทั้งนี้ เนื่องจาก สหการวิศวกรมีโครงสร้างของหนี้สินต่อทุนในระดับที่สูงกว่าบริษัทฯ แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเงินทุนของสหการวิศวกร ได้มีปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นลำดับ   โดย ณ สิ้นปี 2548 2549 และ 2550 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 11.17 เท่า 6.52 เท่า และ 1.65 เท่าตามลำดับ

สภาพคล่อง

                                                                                                                                                   (หน่วย : ล้านบาท)

  ปี 2550 (งบการเงินรวม) ปี 2549
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน 335.83 (140.50)
เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน (56.58) (40.20)
เงินสดสุทธิจาก (ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน (184.22) (10.10)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (95.03) (190.81)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต้นปี 39.49 230.30
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายปี 134.52 39.49

   ในปี 2550 เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน เท่ากับ 335.83 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีลูกหนี้การค้า รายได้ที่ยังไม่เรียกชำระ และลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น  รวมถึงการลดลงของเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าตามสัญญาก่อสร้างซึ่งเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ และความคืบหน้าในการก่อสร้างของแต่ละโครงการที่เพิ่มขึ้น

   เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 56.58 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากธนาคารที่มีภาระผูกพัน ที่ใช้เป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อที่ได้รับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการขยายตัวของธุรกิจ  และการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร และการให้ความสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัมในรูปเงินทดรองจ่ายที่ได้กล่าวมาแล้ว

   เงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 184.22 ล้านบาท บริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2549 จำนวน 19.50 ล้านบาท และมีการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น จำนวน 140.07 ล้านบาท 

ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยของบริษัทฯ และบริษัทฯ ในปีนี้ อยู่ที่ 38 วัน ลดลงจากปีก่อนที่ 60 วัน (เฉพาะของบริษัทฯ)  เนื่องจาก ความมีประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้  ส่วนระยะเวลาชำระหนี้อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน คือ 36 วัน   บริษัทฯ  มีอัตราส่วนสภาพคล่องลดลงจาก 2.06 เท่า เป็น 1.46 เท่า และ อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วอยู่ที่ระดับ 0.75 เท่า ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 1.21 เท่า เนื่องจาก สหการวิศวกรมีหนี้สินหมุนเวียนจำนวนมาก จากเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ และจากเจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย

               

12.4     ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี

ในรอบบัญชี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549  และ วันที่ 31 ธันวาคม 2550  ค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชี คือ สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 500,000 บาท (ค่าสอบบัญชีทั้งจำนวน)  และ 700,000 บาท (รวมค่าใช้จ่ายเดินทาง 30,000 บาท) ตามลำดับ  สำหรับรอบปีบัญชี 2551 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติที่จะเสนอวงเงินค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชีต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 ที่จำนวนเงินไม่เกิน 800,000 บาท

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: