T R C fan club

**เอกสารประกอบงบการเงิน Q1/2008**

บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย

หมายเหตุประกอบงบการเงินรวมระหว่างกาล

สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 2550

1.         ข้อมูลทั่วไป

1.1      ข้อมูลบริษัทฯ

            บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทมหาชนและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ธุรกิจหลักของบริษัทฯคือการให้บริการก่อสร้าง โดยมีที่อยู่ตามที่จดทะเบียนคือเลขที่ 1 อาคารทีพี แอนด์ ที ชั้น 14 ซอยวิภาวดีรังสิต 19 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

1.2      เกณฑ์ในการจัดทำงบการเงินระหว่างกาล

            งบการเงินระหว่างกาลนี้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 41 (ปรับปรุง 2550) เรื่อง งบการเงินระหว่างกาล โดยบริษัทฯเลือกนำเสนองบการเงินระหว่างกาลแบบย่อ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้แสดงรายการในงบดุล งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้นและงบกระแสเงินสดในรูปแบบเช่นเดียวกับงบการเงินประจำปี

            งบการเงินระหว่างกาลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากงบการเงินประจำปีที่นำเสนอครั้งล่าสุด ดังนั้นงบการเงินระหว่างกาลจึงเน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรม เหตุการณ์ และสถานการณ์ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่นำเสนอซ้ำซ้อนกับข้อมูลที่ได้รายงานไปแล้ว ผู้ใช้งบการเงินควรใช้งบการเงินระหว่างกาลนี้ควบคู่ไปกับงบการเงินประจำปีล่าสุด

1.3      เกณฑ์ในการจัดทำงบการเงินรวม

            งบการเงินรวมระหว่างกาลนี้ได้รวมงบการเงินของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด และบริษัท สหการ      ซีแลน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด และได้จัดทำขึ้นโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับงบการเงินรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2550 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกลุ่มบริษัทในระหว่างงวดปัจจุบัน

ไม่มีการแสดงเปรียบเทียบงบการเงินรวมสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550 เนื่องจากบริษัทฯซื้อบริษัทย่อยในระหว่างไตรมาสที่สองของปี 2550

 

            งบการเงินรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันเดียวกันได้รวมสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการที่ควบคุมร่วมกันสองแห่ง (ที่ถือโดยบริษัทย่อย) ตามหมายเหตุ 5 ซึ่งสอบทานโดยผู้สอบบัญชีอื่น โดยใช้วิธีส่วนได้เสียตามรายละเอียดดังนี้

(หน่วย: พันบาท)

สินทรัพย์หมุนเวียน 44,164
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 15,322
หนี้สินหมุนเวียน 64,315
รายได้ 29,956
ค่าใช้จ่าย 39,813

1.4      มาตรฐานการบัญชีที่มีผลบังคับใช้ในปีปัจจุบัน

ฉบับที่ 25 (ปรับปรุง 2550)          งบกระแสเงินสด

ฉบับที่ 29 (ปรับปรุง 2550)          สัญญาเช่า

ฉบับที่ 31 (ปรับปรุง 2550)          สินค้าคงเหลือ

ฉบับที่ 33 (ปรับปรุง 2550)          ต้นทุนการกู้ยืม

ฉบับที่ 35 (ปรับปรุง 2550)          การนำเสนองบการเงิน

ฉบับที่ 39 (ปรับปรุง 2550)          นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีและข้อผิดพลาด

ฉบับที่ 41 (ปรับปรุง 2550)          งบการเงินระหว่างกาล

ฉบับที่ 43 (ปรับปรุง 2550)          การรวมธุรกิจ

ฉบับที่ 49 (ปรับปรุง 2550)          สัญญาก่อสร้าง

ฉบับที่ 51                                        สินทรัพย์ไม่มีตัวตน

มาตรฐานการบัญชีข้างต้นให้ถือปฏิบัติกับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ฝ่ายบริหารของบริษัทฯได้ประเมินแล้วเห็นว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 25 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 29 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 31 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 33 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 35 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 39 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 41 (ปรับปรุง 2550) ฉบับที่ 49 (ปรับปรุง 2550) และฉบับที่ 51 ไม่มีผลกระทบอย่างเป็นสาระสำคัญต่องบการเงินสำหรับงวดปัจจุบัน

 

ส่วนมาตรฐานการบัญชีที่มีผลกระทบกับงบการเงินสำหรับงวดปัจจุบันมีดังนี้

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 43 (ปรับปรุง 2550) เรื่อง การรวมธุรกิจ

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 43 (ปรับปรุง 2550) กำหนดให้บริษัทฯไม่ต้องตัดจำหน่ายค่าความนิยมจากการรวมธุรกิจอีกต่อไป แต่บริษัทฯต้องทดสอบการด้อยค่าของค่าความนิยม และแสดงค่าความนิยมด้วยราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่าสะสม โดยให้ถือปฏิบัติสำหรับค่าความนิยมที่เกิดจากการรวมธุรกิจซึ่งมีข้อตกลงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ส่วนค่าความนิยมที่รับรู้ก่อนหน้านี้ บริษัทฯสามารถใช้วิธีเปลี่ยนทันทีเป็นต้นไป โดยหยุดตัดจำหน่ายค่าความนิยมแต่ต้องทดสอบการด้อยค่าของค่าความนิยม โดยเริ่มตั้งแต่งวดปีบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2551

1.5      นโยบายการบัญชีที่สำคัญ

            งบการเงินระหว่างกาลนี้จัดทำขึ้นโดยได้ใช้นโยบายการบัญชีและวิธีการคำนวณเช่นเดียวกับที่ใช้ในงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีดังต่อไปนี้

          ค่าความนิยมจากการรวมธุรกิจ

            ค่าความนิยมจากการรวมธุรกิจแสดงในงบดุลด้วยราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่าสะสม

            การคำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน

            การคำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 2550 คำนวณขึ้นโดยการหารกำไรสุทธิสำหรับงวดด้วยจำนวนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายในระหว่างงวดโดยได้มีการปรับจำนวนหุ้นตามสัดส่วนที่เปลี่ยนไปของจำนวนหุ้นสามัญที่เกิดจากการออกหุ้นปันผลตามที่กล่าวไว้ในหมายเหตุ 19 และได้ปรับปรุงจำนวนหุ้นสามัญที่ใช้ในการคำนวณกำไรต่อหุ้นของงวดก่อนที่นำมาเปรียบเทียบเสมือนว่าการออกหุ้นปันผลได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นของงวดแรกที่เสนอรายงาน


2.         รายการธุรกิจกับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

            ในระหว่างงวด บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายการธุรกิจที่สำคัญกับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน รายการธุรกิจดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขทางการค้าและเกณฑ์ที่ตกลงกันระหว่างบริษัทฯและบริษัทเหล่านั้น ซึ่งเป็นไปตามปกติธุรกิจโดยสามารถสรุปได้ดังนี้

(หน่วย: พันบาท)

 

สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

   
 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

นโยบายการกำหนดราคา

 
 

2551

2551

2550

 

 
รายการธุรกิจกับบริษัทย่อย          
   (ตัดออกจากงบการเงินรวมแล้ว)          
    รายได้จากการให้บริการ 11,047 ต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มร้อยละ 3 – 28  
รายการธุรกิจกับกิจการที่ควบคุมร่วมกัน

 

     
    รายได้จากการให้บริการ 20,667 ต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มร้อยละ 3 – 28  
    รายได้อื่น 340 ราคาตามสัญญา  
    ดอกเบี้ยรับ 185 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8.5 ต่อปี  
รายการธุรกิจกับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

 

       
    รายได้จากการให้บริการ 23,172 ต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มร้อยละ 3 – 28  
    ต้นทุนในการให้บริการ 525 ต้นทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม  
    ค่าใช้จ่ายอื่น 55 ราคาทุนและราคาตามสัญญา  
รายการธุรกิจกับบริษัทร่วม

 

       
    ดอกเบี้ยรับ 502 502 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี  
                           

            ยอดคงค้างระหว่างบริษัทฯและกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 31 ธันวาคม 2550 มีรายละเอียดดังนี้

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม             2551

31 ธันวาคม         2550

31 มีนาคม             2551

31 ธันวาคม         2550

ลูกหนี้การค้า – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

       
บริษัทย่อย
       
    บริษัท สหการวิศวกร จำกัด
21,908
กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       
    กิจการร่วมค้า SSP
9,400 11,351
กิจการที่เกี่ยวข้องกัน
       
    กิจการร่วมค้า ซีพีพี – ทีอาร์ซี
12,633 12,633
 
9,400 23,984 34,541

 

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม             2551

31 ธันวาคม         2550

31 มีนาคม             2551

31 ธันวาคม         2550

รายได้ที่ยังไม่เรียกชำระ – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

       
บริษัทย่อย
       
    บริษัท สหการวิศวกร จำกัด
15,201
กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       
    กิจการร่วมค้า SSP
6,376 9,008
  6,376 9,008 15,201
ลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้าง        
  – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
บริษัทย่อย
       

    บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

1,320 1,701
กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       

    กิจการร่วมค้า SSP

520
กิจการที่เกี่ยวข้องกัน
       

    กิจการร่วมค้า ซีพีพี – ทีอาร์ซี

16,163 16,163 16,163 16,163

 

16,683 16,163 17,483 17,864
เงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับ        
  จากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       

    กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค – สหการ

8,760 10,575
บริษัทร่วม
       

    บริษัท ราชเพลิน จำกัด

40,852 40,570 40,852 40,570
รวม 49,612 51,145 40,852 40,570
หัก: ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (หมายเหตุ 5) (8,760)
สุทธิ 40,852 51,145 40,852 40,570

 

 

            เงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกันคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 – 8.5 ต่อปี และมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวงถาม

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม    2551

31 ธันวาคม 2550

31 มีนาคม    2551

31 ธันวาคม 2550

ลูกหนี้อื่น – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน

 

 

 

 

กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       
    กิจการร่วมค้า SSP
7,347
บริษัทร่วม
       
    บริษัท ราชเพลิน จำกัด
175
  7,522

รายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้า

       
  – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
บริษัทย่อย
       

    บริษัท สหการวิศวกร จำกัด

4,394

 

4,394

เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าตามสัญญาก่อสร้าง

       
  – กิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
กิจการที่ควบคุมร่วมกัน
       

    กิจการร่วมค้า SSP

480 5,891

    รายการเคลื่อนไหวของเงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551 มีดังนี้

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

 

1 มกราคม

 

 

31 มีนาคม

 

2551

เพิ่มขึ้น

ลดลง

2551

เงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับ        
   จากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค – สหการ 10,575 185 (2,000) 8,760
บริษัท ราชเพลิน จำกัด   40,570 282 40,852
รวม 51,145 467 (2,000) 49,612
หัก: ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (หมายเหตุ 5) (8,760) (8,760)
สุทธิ 51,145 (8,293) (2,000) 40,852

 

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

1 มกราคม

 

 

31 มีนาคม

 

2551

เพิ่มขึ้น

ลดลง

2551

เงินให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจาก        
   กิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
บริษัท ราชเพลิน จำกัด    40,570 282 40,852

    ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร

    ในระหว่างงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยได้จ่ายเงินเดือน ค่าเบี้ยประชุมและโบนัสให้แก่กรรมการและผู้บริหารเป็นจำนวนเงิน 7.1 ล้านบาท และ 3.8 ล้านบาท ตามลำดับ (เฉพาะบริษัทฯ: 5.3 ล้านบาท และ 3.8 ล้านบาท ตามลำดับ)

    ภาระค้ำประกันกับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

    บริษัทฯมีภาระจากการค้ำประกันให้บริษัทย่อยตามที่กล่าวไว้ในหมายเหตุ 16.5

    บริษัทย่อยมีภาระจากการค้ำประกันให้กับกิจการที่ควบคุมร่วมกันแห่งหนึ่งตามที่กล่าวไว้ใน        หมายเหตุ 16.5

3.         ลูกหนี้การค้า

    ยอดคงเหลือของลูกหนี้การค้า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 31 ธันวาคม 2550 แยกตามอายุหนี้ที่     คงค้างนับจากวันที่ถึงกำหนดชำระได้ดังนี้

 (หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม      2551

31 ธันวาคม          2550

31 มีนาคม      2551

31 ธันวาคม          2550

ลูกหนี้การค้ากิจการที่เกี่ยวข้องกัน        
ยังไม่ครบกำหนดชำระ 1,775 12,633 34,541
ค้างชำระ        
   ไม่เกิน 3 เดือน 7,625 11,351
รวมลูกหนี้การค้ากิจการที่เกี่ยวข้องกัน 9,400 23,984 34,541

 

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม      2551

31 ธันวาคม          2550

31 มีนาคม      2551

31 ธันวาคม          2550

ลูกหนี้การค้ากิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน        
ยังไม่ครบกำหนดชำระ 43,077 106,030 43,077 73,731
ค้างชำระ        
    ไม่เกิน 3 เดือน 21,524 32,406 19,020 20,871
    3 – 6 เดือน 11,932 10,465 6,582 10,288
    6 – 12 เดือน 11,288 4,785 8,181
รวมลูกหนี้การค้ากิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน 87,821 153,686 76,860 104,890
รวมลูกหนี้การค้า 97,221 177,670 76,860 139,431

            บริษัทฯและบริษัทย่อยได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากลูกหนี้เพื่อเป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร ยอดคงเหลือของลูกหนี้ข้างต้นได้รวมยอดลูกหนี้ซึ่งใช้เป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อเป็นจำนวนประมาณ 19.1 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 52.1 ล้านบาท และ 0.1 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 (เฉพาะบริษัทฯ: 6.6 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 5.4 ล้านบาท และ 0.1 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550)

4.         เงินลงทุนในบริษัทย่อย

 (หน่วย: พันบาท)

 

ลักษณะ

จัดตั้งขึ้น

งบการเงินเฉพาะกิจการ

ชื่อบริษัท

ธุรกิจ

ในประเทศ

ทุนชำระแล้ว

สัดส่วนเงินลงทุน

วิธีราคาทุน

 

 

 

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม 2550

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม 2550

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม 2550

บริษัทย่อย    

 

 

ร้อยละ

ร้อยละ

 

 

บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ให้บริการงานวิศวกรรมก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไทย

200,000

160,000

99.99

99.99

317,400

277,400

            เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติรับทราบการจัดตั้ง TRC International Limited ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศฮ่องกงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 โดยมีทุน    จดทะเบียนจำนวน 10,000 เหรียญฮ่องกง และมีทุนชำระแล้วจำนวน 10 เหรียญฮ่องกง โดยบริษัทฯเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุน เข้าประมูลงานในโครงการต่าง ๆ และเพื่อการดำเนินธุรกรรมทั้งในและต่างประเทศของบริษัทฯ โดยบริษัทดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการ

 

            เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้มีมติพิเศษอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 160 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 40 ล้านบาท บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนการเพิ่มทุนกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 และได้รับชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนแล้ว

            เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท สหการซีแลน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ได้มีมติพิเศษอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก         3 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนการเพิ่มทุนกับกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2550 จนถึงปัจจุบัน บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ได้จ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 0.8 ล้านบาท

5.         เงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน

            รายละเอียดของเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน (ถือหุ้นโดยบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย)

(หน่วย: พันบาท)

   

งบการเงินรวม

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากเงินลงทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในกิจการที่ควบคุม

สำรองผลขาดทุนจาก

 

 

 

 

 

 

มูลค่าตามบัญชีตามวิธี

ร่วมกันในระหว่างงวด

เงินลงทุนในกิจการที่

กิจการที่ควบคุมร่วมกัน

ลักษณะธุรกิจ

สัดส่วนเงินลงทุน

ราคาทุน

ส่วนได้เสีย

สามเดือนสิ้นสุดวันที่

ควบคุมร่วมกัน

   

31 มีนาคม       2551

31 ธันวาคม     2550

31 มีนาคม       2551

31 ธันวาคม     2550

31 มีนาคม       2551

31 ธันวาคม     2550

31   มีนาคม2551

31    มีนาคม2550

31   มีนาคม       2551

31 ธันวาคม     2550

 
 

ร้อยละ

ร้อยละ

               
กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค-สหการ
รับเหมาก่อสร้าง

50

50

500 500 1,118 (10,051) 8,933
กิจการร่วมค้า SSP
รับเหมาก่อสร้าง

40

40

1,900 1,900 4,103 3,910 193
      รวม
 

 

 

2,400 2,400 4,103 5,028 (9,858) 8,933
หัก: แสดงเป็นหนี้สงสัยจะสูญ
 

 

 

            (8,760)
สุทธิ
 

 

 

            173

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค – สหการ ได้นำลูกหนี้การค้า จำนวนประมาณ 15 ล้านบาท (ตามสัดส่วนของบริษัทฯ: 7.5 ล้านบาท) และเงินฝากธนาคารจำนวนประมาณ 18 ล้านบาท (ตามสัดส่วนของบริษัทฯ: 9 ล้านบาท) ไปค้ำประกันวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคารพาณิชย์

 

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 กิจการร่วมค้าไฮโดรเท็ค-สหการมีขาดทุนเกินทุนเป็นจำนวน 17.9 ล้านบาท บริษัทย่อยรับรู้ผลขาดทุนในระหว่างงวดปัจจุบันเป็นจำนวน 10.1 ล้านบาท ยอดขาดทุนดังกล่าวเกินกว่ามูลค่าตามบัญชีตามวิธีส่วนได้เสีย ดังนั้น บริษัทฯจึงบันทึกเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับเงินให้กู้ยืมระยะสั้นจากกิจการร่วมค้าดังกล่าว และบันทึกผลขาดทุนคงเหลือจำนวน 0.2 ล้านบาทไว้ในบัญชี “สำรองผลขาดทุนจากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน” ในงบดุล

6.         เงินลงทุนในบริษัทร่วม

(หน่วย: พันบาท)

   

จัดตั้งขึ้น

งบการเงินรวม / งบการเงินเฉพาะกิจการ

ชื่อบริษัท

ลักษณะธุรกิจ

ในประเทศ

สัดส่วนเงินลงทุน

ราคาทุน

   

 

31 มีนาคม           2551

31 ธันวาคม         2550

31 มีนาคม           2551

31 ธันวาคม         2550

   

 

ร้อยละ

ร้อยละ

 

 

บริษัท ราชเพลิน จำกัด รับเหมาก่อสร้าง

ไทย

34.99

34.99

350 87

            เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯเข้าร่วมลงทุน    ร้อยละ 34.99 ในบริษัท ราชเพลิน จำกัด เพื่อก่อสร้างและดำเนินโครงการรอยัลราชดำริ โดยการเข้าซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 3,499 หุ้น ในราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท บริษัทฯได้จ่ายชำระค่าหุ้นดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 87,475 บาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าที่ตราไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2550

            ในเดือนมีนาคม 2551 บริษัท ราชเพลิน จำกัด ได้เรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือร้อยละ 75 ของมูลค่า     ที่ตราไว้ โดยบริษัทฯจ่ายชำระค่าหุ้นดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551

            อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะถือเงินลงทุนในบริษัท ราชเพลิน จำกัด เป็นการชั่วคราวและจะขายออกไปภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ใช้วิธีส่วนได้เสียสำหรับเงินลงทุนดังกล่าวและได้แยกแสดงเงินลงทุนดังกล่าวเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนภายใต้หัวข้อ “เงินลงทุนในบริษัทร่วม” ในงบดุล และแสดงมูลค่าตามราคาทุนที่ซื้อมา ซึ่งบริษัทฯได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับผู้เสนอซื้อรายหนึ่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 โดยผู้เสนอซื้อตกลงจะรับซื้อหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ราชเพลิน จำกัด ภายใต้เงื่อนไขของการบรรลุข้อกำหนดบางประการตามที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

 

            เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นใหญ่อีกสองรายที่เหลือของบริษัท ราชเพลิน จำกัด ได้ร่วมลงนามใน Definitive Agreement กับผู้เสนอซื้อหุ้น โดยได้ตกลงเงื่อนไขสำคัญของการซื้อหุ้นคือ

            1)            ก่อนการขายหุ้น บริษัท ราชเพลิน จำกัด ต้องมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 1 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยกว่า 80 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้ถือหุ้นที่ได้ให้บริษัท ราชเพลิน จำกัด กู้ยืมเงิน

            2)            ผู้เสนอซื้อต้องรับผิดชอบในการจ่ายคืนต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการลงทุนก่อสร้างโครงการไปแล้วเป็นจำนวนเงินตามที่ระบุใน Definitive Agreement

            3)            ผู้ขายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลง เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับที่ดินที่ตั้งโครงการภายใน 30 วันทำการ หรือขยายได้ไม่เกินกว่า 15 วันทำการ

            ซึ่งจนถึงขณะนี้ผู้ขายอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องดังกล่าว

7.         เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน

            ยอดคงเหลือนี้ คือ เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยได้นำไปค้ำประกันวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคารและหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้ในนามของบริษัทฯและบริษัทย่อย

8.         ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

            รายการเปลี่ยนแปลงของบัญชีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551 สรุปได้ดังนี้

(หน่วย: พันบาท)

   

งบการเงิน

 

งบการเงินรวม

เฉพาะกิจการ

มูลค่าสุทธิตามบัญชี ณ วันที่ 1 มกราคม 2551 95,170 56,901
ซื้อเพิ่มระหว่างงวด – ราคาทุน 3,747 3,722
จำหน่ายระหว่างงวด – มูลค่าสุทธิตามบัญชี ณ วันที่จำหน่าย (2,270)
ค่าเสื่อมราคาสำหรับงวด (5,958) (2,512)
มูลค่าสุทธิตามบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 90,689 58,111

 

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 ที่ดินของบริษัทย่อยจำนวน 1.6 ล้านบาท ได้นำไปจดจำนองเพื่อเป็นหลักประกันวงเงินสินเชื่อของบริษัทย่อยที่ได้รับจากธนาคาร

9.         เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ

            เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศกัมพูชาเพื่อพัฒนาและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสตึงนัม โดยบริษัทย่อยได้ตกลงให้เงินสนับสนุนในลักษณะของเงินทดรองจ่ายแก่บริษัทดังกล่าวจำนวนไม่เกิน 45 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทย่อยสามารถเลือกใช้สิทธิในการแปลงเงินที่ให้การสนับสนุนไปเป็นเงินลงทุนในหุ้นทุนของบริษัทดังกล่าวหรือแปลงสภาพเป็นเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขการใช้สิทธิภายในปี 2551 และสามารถขยายระยะเวลาการใช้สิทธิออกไปได้อีกหนึ่งปี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทย่อยบันทึกเงินทดรองที่จ่ายให้บริษัทดังกล่าวจำนวน 38.3 ล้านบาท รวมอยู่ในบัญชี “เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการพัฒนาโครงการ”    ในงบดุลรวม

10.      เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน

            เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อยค้ำประกันโดยการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากลูกหนี้และจำนำเงินฝากประจำธนาคารของบริษัทฯและบริษัทย่อย และกรรมการของบริษัทฯและบริษัทย่อย

11.      เจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม 2550

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม 2550

เจ้าหนี้การค้า 168,203 172,877 74,707 80,103
ตั๋วเงินจ่าย 60,846 34,453
รวม 229,049 207,330 74,707 80,103

 


12.      หนี้สินจากการประนีประนอมหนี้

            ในระหว่างปี 2550 บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้ารายหนึ่งซึ่งเป็นอดีตบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน และได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้การค้าหลายรายสำหรับงานก่อสร้างโครงการหนึ่งซึ่งมีผลประกอบการขาดทุน โดยบริษัทย่อยได้รับการยกหนี้จากเจ้าหนี้การค้าดังกล่าวสุทธิเป็นจำนวน 11 ล้านบาท และได้บันทึกจำนวนเงินดังกล่าวไว้ในบัญชี “กำไรจากการประนีประนอมหนี้” ในงบกำไรขาดทุนรวมของปี 2550

13.      หนี้สินหมุนเวียนอื่น

(หน่วย: พันบาท)

 

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

 

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม       2550

31 มีนาคม 2551

31 ธันวาคม       2550

ภาษีขายตั้งพัก 7,433 9,122 5,014 9,122
ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย 10,785 6,049
ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย 4,687 4,687
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 12,972 22,320 10,338 15,530
ค่าเผื่อการรับประกันผลงาน 2,576 2,681 2,576 2,681
อื่น ๆ 4,224 8,366 2,609 1,839
รวม 37,990 53,225 20,537 33,859

14.      ภาษีเงินได้นิติบุคคล

            บริษัทฯคำนวณภาษีตามแบบแสดงรายการโดยใช้อัตราภาษีร้อยละ 20 เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากรฉบับที่ 387 พ.ศ. 2544 ลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ให้สิทธิทางภาษีแก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 20 สำหรับกำไรสุทธิทางภาษีเป็นเวลาห้ารอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่บริษัทมีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

            ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทย่อยคำนวณขึ้นในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรหลังจากบวกกลับด้วยค่าใช้จ่ายบางรายการซึ่งถือหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้


15.      ข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน

            บริษัทฯและบริษัทย่อยดำเนินกิจการส่วนใหญ่ในส่วนงานทางธุรกิจการให้บริการก่อสร้าง

            ข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่    31 มีนาคม 2551 เป็นดังนี้

 (หน่วย: ล้านบาท)

 

สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2551

 

                   ในประเทศ

      ต่างประเทศ

                           รวม

รายการ        ตัดบัญชี

                    ยอดรวม

รายได้จากการให้บริการ          
   –  กิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน 256 256 256
   –  กิจการที่เกี่ยวข้องกัน 32 32 (11) 21
รวม 288 288 (11) 277
กำไรจากการดำเนินงาน   ตามส่วนงาน  66  –  66  –  66
รายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ปันส่วน:          
   ดอกเบี้ยรับ         2
   รายได้อื่น         2
   ค่าใช้จ่ายในการบริหาร         (36)
   ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุน          
      ในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน         (10)
   ดอกเบี้ยจ่าย         (1)
   ภาษีเงินได้นิติบุคคล         (10)
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่       13

16.      ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น

16.1    ภาระผูกพันเกี่ยวกับการซื้อวัตถุดิบและการจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทฯ บริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกันเฉพาะส่วนของบริษัทย่อยมีภาระผูกพันเกี่ยวเนื่องกับการซื้อวัตถุดิบและการจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นจำนวนเงินประมาณ 251.4 ล้านบาท (เฉพาะบริษัทฯ: 168.9 ล้านบาท)


16.2    ภาระผูกพันเกี่ยวกับสัญญาเช่าดำเนินงาน

            บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ทำสัญญาเช่าที่เกี่ยวข้องกับการเช่าที่ดิน พื้นที่ในอาคารสำนักงาน และอุปกรณ์

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีภาระผูกพันในการจ่ายค่าเช่าตามสัญญาเช่าดังกล่าวดังนี้

(หน่วย: ล้านบาท)

จ่ายชำระภายใน

งบการเงินรวม

งบการเงินเฉพาะกิจการ

1 ปี 6.8 5.9
2 ถึง 4 ปี 5.6 4.5
รวม 12.4 10.4

16.3    ภาระผูกพันจากการลงทุนในบริษัทร่วม

            ภายใต้สัญญาที่จัดทำร่วมกันระหว่างบริษัทฯและผู้ถือหุ้นใหญ่อีกสองรายของบริษัท ราชเพลิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ได้กำหนดเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            1)    บริษัทฯและผู้ถือหุ้นใหญ่อีกหนึ่งรายต้องรับผิดชอบในการจ่ายคืนต้นทุนจมเป็นจำนวนเงินตามที่ระบุในสัญญาให้แก่ผู้ถือหุ้นใหญ่อีกหนึ่งรายที่เหลือซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการและได้ลงทุนก่อสร้างโครงการบางส่วน โดยจะเริ่มชำระคืนก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท ราชเพลิน จำกัด ได้รับสัญญางานก่อสร้างของโครงการแล้ว

            2)    บริษัทฯและผู้ถือหุ้นใหญ่อีกหนึ่งรายของบริษัทร่วมต้องร่วมกันรับภาระสำหรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยบริษัทฯและผู้ถือหุ้นดังกล่าวเพื่อการพัฒนาโครงการในสัดส่วน     ที่เท่ากัน ซึ่งบริษัทฯได้ร่วมรับภาระต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นดังกล่าวโดยการให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปของเงินให้กู้ยืมแก่บริษัท ราชเพลิน จำกัด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 และ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯมียอดคงเหลือของเงินให้กู้ยืมดังกล่าวจำนวน 40 ล้านบาท

            อย่างไรก็ตามภาระผูกพันตามที่กล่าวไว้ในข้อ 1) และข้อ 2) จะไม่เกิดขึ้นหากบริษัทฯและผู้ถือหุ้น     รายอื่น (ผู้ขาย) สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขสำคัญของการขายหุ้นดังกล่าวได้ และมีการขายหุ้นในบริษัทดังกล่าวเกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้ในหมายเหตุ 6


16.4    หนังสือค้ำประกันธนาคาร

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีหนังสือค้ำประกันซึ่งออกโดยธนาคารคงเหลือดังต่อไปนี้

            1)        หนังสือค้ำประกันในนามบริษัทฯ บริษัทย่อย และกิจการที่ควบคุมร่วมกันเฉพาะส่วนของ  บริษัทย่อยจำนวนประมาณ 690.7 ล้านบาท และ 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับภาระผูกพันทางปฏิบัติบางประการตามปกติธุรกิจของบริษัทฯ บริษัทย่อย และกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วย หนังสือค้ำประกันเพื่อค้ำประกันการก่อสร้างและการประมูลงานก่อสร้างจำนวน 368.4 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันการชำระคืนเงินรับล่วงหน้าและเงินประกันผลงานจำนวน 313.2 ล้านบาท และ 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และเพื่อค้ำประกันอื่น ๆ จำนวน 9.1 ล้านบาท (เฉพาะของบริษัทฯ: 309.0 ล้านบาท และ 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย หนังสือค้ำประกันเพื่อค้ำประกันการก่อสร้างและการประมูลงานก่อสร้างจำนวน 234.2 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันการชำระคืนเงินรับล่วงหน้าและเงินประกันผลงานจำนวน 67.6 ล้านบาท และ 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และเพื่อค้ำประกันอื่น ๆ จำนวน 7.2 ล้านบาท)

            2)        หนังสือค้ำประกันในนามของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งค้ำประกันโดยบริษัทฯเหลืออยู่เป็นจำนวนเงินประมาณ 25.6 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันวงเงินครึ่งหนึ่งของจำนวนที่บริษัทดังกล่าวได้ค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันธนาคารให้กับบริษัท ราชเพลิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วม

            3)        หนังสือค้ำประกันในนามของกลุ่มบริษัทร่วมทำงานแห่งหนึ่งซึ่งค้ำประกันโดยบริษัทย่อยเหลืออยู่เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับภาระผูกพันทางปฏิบัติบางประการตามปกติธุรกิจของกลุ่มบริษัทร่วมทำงานดังกล่าว เพื่อค้ำประกันการประมูลงานก่อสร้าง

16.5    การค้ำประกัน

            1)        บริษัทฯค้ำประกันวงเงินสินเชื่อให้แก่บริษัทย่อยในวงเงิน 355 ล้านบาท

            2)        บริษัทย่อยค้ำประกันวงเงินสินเชื่อให้แก่กิจการที่ควบคุมร่วมกันแห่งหนึ่งในวงเงิน 141.1 ล้านบาท


17.      คดีฟ้องร้อง

            1)        เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 บริษัทฯได้ยื่นคำร้องสอดต่อศาลจังหวัดชลบุรีเพื่อขอเป็นจำเลยร่วมในคดีที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งและบริษัทแห่งหนึ่งได้ถูกฟ้องร้องร่วมกันจากกิจการสองแห่ง เนื่องจากหน่วยงานราชการและบริษัทดังกล่าวได้กระทำการล่าช้าในการรื้อย้ายแนวท่อก๊าซออกจากเขตก่อสร้างของกิจการผู้ฟ้องร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้กิจการผู้ฟ้องร้องดังกล่าวได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 6 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างให้บริษัทผู้ถูกฟ้องร้องดังกล่าว และบริษัทฯได้มีข้อตกลงในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันอาจเกิดขึ้นกับบริษัทผู้ถูกฟ้องร้องดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

            2)        ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทย่อยเป็นจำเลยในคดีฟ้องร้องเนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้หลายคดี รวมทุนทรัพย์ฟ้องทั้งสิ้น 42.2 ล้านบาท บริษัทย่อยได้บันทึกหนี้สินดังกล่าวไว้ในบัญชีแล้วจำนวน 29.1 ล้านบาท คงเหลือหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกฟ้องร้องจำนวน 13.1 ล้านบาท ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาของศาล โดยผู้บริหารของบริษัทย่อยมีความเชื่อมั่นว่าผลของคดีดังกล่าวจะไม่ต่างจากหนี้สินที่ได้บันทึกบัญชีไว้แล้ว

18.      สินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทฯมียอดคงเหลือของสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ดังนี้

 

สินทรัพย์

หนี้สิน

อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย

สกุลเงิน

ทางการเงิน

ทางการเงิน

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551

 

(ล้าน)

(ล้าน)

(บาทต่อหน่วยเงินตราต่างประเทศ)

เหรียญสหรัฐอเมริกา

0.11

0.05 31.51

            ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 บริษัทฯไม่มีสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าคงเหลือ

19.      เหตุการณ์ภายหลังวันที่ในงบการเงิน

            เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2551 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ราชเพลิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วม ได้มีมติพิเศษอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 84 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 830,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 83 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันบริษัทดังกล่าวยังไม่ได้จดทะเบียนการเพิ่มทุนกับกระทรวงพาณิชย์ และยังไม่ได้เรียกชำระ   ค่าหุ้นเพิ่มทุน

 

            เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 ได้มีมติดังนี้

            19.1    อนุมัติให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลจากกำไรของปี 2550 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.03174 บาท รวมเป็นเงิน 8.1 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551

            19.2    อนุมัติให้บริษัทฯจ่ายหุ้นปันผลจากกำไรของปี 2550 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 7 หุ้นสามัญเดิมต่อ 2 หุ้นปันผลรวมจำนวน 73.3 ล้านหุ้นในราคามูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 73.3 ล้านบาท

            19.3    อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของบริษัทฯจากเดิม 256,666,667 บาทเป็น 256,666,615 บาท โดยการตัดหุ้นสามัญที่ยังไม่ได้ออกจำหน่ายจำนวน 52 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

            19.4    อนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทฯและ/หรือบริษัทย่อยตามโครงการ ESOP จำนวน 7.7 ล้านหน่วย ในราคาเสนอขาย 0 บาทต่อหน่วย ใบสำคัญแสดงสิทธิมีอายุ 3 ปี นับแต่วันออกใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยมีอัตราการใช้สิทธิคือใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญใหม่ได้ 1 หุ้นในราคาใช้สิทธิ 5.43 บาทต่อ 1 หุ้นสามัญ

            19.5    อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 256,666,615 บาท เป็น 337,699,934 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 81,033,319 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เป็นจำนวนเงิน 81,033,319 บาท โดยจัดสรรดังนี้

–          เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 73,333,319 บาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวน 73,333,319 หุ้น สำหรับรองรับการจ่ายหุ้นปันผลตามหมายเหตุ 19.2

          เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 7,700,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวน 7,700,000 หุ้น เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิตามหมายเหตุ 19.4

20.      การอนุมัติงบการเงินระหว่างกาล

            งบการเงินระหว่างกาลนี้ได้รับอนุมัติให้ออกโดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯเมื่อวันที่                 13 พฤษภาคม 2551

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: