T R C fan club

Archive for the ‘TRC’ Category

…ไม่ได้เขียนบล็อคซะนาน เพราะ”งานเข้า” ไม่ได้อยากใช้คำทันสมัย แต่งานมันเข้ามาหาเยอะจริงๆ…
…ผมเองยังปรับตัวไม่ทันกับงานใหม่ ความเป็นอยู่ใหม่ และ ความเครียดใหม่ๆ…
…ทุกวันนี้ ไม่มีเวลาหาข่าวTRCเลย ลำพังหาเวลาพักก็แทบจะไม่มีแล้ว…
…วันนี้ ขนาดวันเกิด ยังมีปัญหารุมเร้ามาให้ปวดหัว …

…โชคดี ที่ได้แฟนดี คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และให้กำลังใจ ให้ต่อสู้ต่อไปได้ทุกๆวัน…
…คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ตจว.10กว่าปีทำงานและอยู่บ้านแสนสบายมาตลอด…
… บัดนี้ มีที่อยู่ที่กินคือ บนรถ กับ บริษัท…และงาน2อย่างคือ พบลูกค้ากับประชุมๆๆๆ…
…เรื่องหุ้น ผมคงพักไว้ก่อน ยังงัยก็ยังมั่นใจในTRCไม่มีเปลี่ยนแปลง…

…ปีนี้ หวังว่า คงเป็นปีที่ดีอีกปีนึงของผม ทั้งงาน เงิน ความรักและที่อยากได้มากๆคือ สุขภาพที่ดี…
…ก็ขอคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้…
…ท่านสมัย ท่านอาจารย์(ของผม) พี่แมและTRC Fanclubมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง…
…สร้างสรรงานใหม่ ให้TRCเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ปลายปีนี้ อยากเห็นราคา6บาทอีกซักครั้ง…สาธุ๊ อิอิ

ทันหุ้น – จากการสำรวจหุ้นพุ่งแรง 5 อันดับแรก TRC-UMS-CIG-KASET และ UKEM ส่อแววรุ่งหากดัชนีตลาดหุ้นกลับมายืนในแดนบวกได้ พร้อมระบุ หากอิงกับราคานิวไฮในระหว่างรอบปี 51 กับราคาปิดทำการซื้อขายณ.24 ก.ค.นี้ ต้องยกให้ TRC ดาวเด่นสุด เหตุUp side ทางเทคนิคอยู่ที่ 73% ขณะที่ CIG Up sideที่ 52%

จากการสำรวจราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai) 5 หลักทรัพย์ที่เคยมีสถิติปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในช่วงระหว่างรอบปี 2551 อาทิ UMS , TRC , CIG , UKEM และKASET ซึ่งจากประมาณการโดยอิงบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์แต่ละบริษัทหลักทรัพย์ โดยจะเห็นได้ว่าหุ้นดังกล่าวมีอัตราการเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานประกอบกับ ทั้งนี้จากช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมมีการผันผวนจนส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจากการสำรวจจึงมีความน่าจะเป็นหากดัชนีสามารถกลับมายืนในแดนบวกได้โอกาสที่ราคาหุ้นดังกล่าวจะดีดตัวขึ้นได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ จากการสำรวจแล้วหุ้นTRC ยังคงมีUp side สูงสุดที่ระดับ 73% เมื่ออิงกับระดับราคาปิดทำการซื้อขายวานนี้(25 ก.ค.51)ที่ 3.82 บาท เทียบกับราคาหุ้นที่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสูงสุดระหว่างรอบปีนี้ที่ระดับ 6.60 บาท เมื่อวันที่ 8 เม.ย.51 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหุ้น TRC ยังมีความน่าสนใจหากพิจารณาจากสัญญาณทางเทคนิค ประกอบกับบล.โกลเบล็ก จำกัด ประมาณกำไรสุทธิในปี 2551 ไว้ที่ 136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 6.10 บาท สำหรับแนวรับให้ไว้ที่ 3.60 บาท แนวต้านที่3.94 บาท

ขณะที่หุ้นที่มี Up side อันดับ2คือ CIG โดยอิงจากราคาที่เคยปรับตัวขึ้นไปสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 51 ที่ระดับ 9.75 บาท เมื่อวันที่ 22 เม.ย.51 กับราคาปิดทำการซื้อขายวานนี้ที่ 6.40 บาท ส่งผลให้ CIG ยังคงเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่ยังคงมีความน่าสนใจ โดยมีUp side ที่ 52% ด้านบล.พัฒนสินจำกัด(มหาชน) ประมาณกำไรสุทธิในปี51 ไว้ที่ 185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 73% ขณะที่ราคาเหมาะสมให้ไว้ที่ 5.30 บาท ให้แนวรับที่ 6.30 บาท แนวต้านที่ 6.70 บาท

หุ้นUMS เคยปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 33.25 บาท เมื่อวันที่ 14 ก.พ.51 ขณะที่ราคาปิดทำการซื้อขายวานนี้24.90 บาท ส่งผลให้หุ้นดังกล่าวมีUp side อยู่ที่ 34% ด้านบล.แอ็ดคินซันจำกัด(มหาชน)ได้ประมาณการกำไรสุทธิไว้ที่ 454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีที่แล้ว และให้ราคาเป้าหมายปี 2551ไว้ที่ 30 บาท ให้แนวรับที่ 24.80 บาท แนวต้านที่ 26.50 บาท

นอกจากนี้ยังมีหุ้น KASET ที่คาดว่ายังมี Up side ทางเทคนิคเหลืออีกกว่า 26% เมื่อเทียบกับราคาที่เคยปรับตัวขึ้นไปแตะสูงสุดในช่วงก่อนหน้าที่ 8.35 บาท วันที่ 9 พ.ค.51 โดยอิงกับราคาปิดปิดทำการซื้อขายวานนี้ที่ 6.65 บาท โดยบล.โกลเบล็ก จำกัด ได้คาดกำไรสุทธิในปี 51ไว้ที่ระดับ 63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 600% จากปีที่แล้ว และให้ราคาเหมาะสมปี 2551ไว้ที่ 6.10 บาท ให้แนวรับที่ 6.20 บาท และแนวต้านที่ 6.85 บาท และ 7 บาท ตามลำดับ

และหุ้น UKEM ที่ราคาหุ้นเคยทำสถิติสูงสุดที่ระดับราคา 3.62 บาท เมื่อวันที่9 มิ.ย.51 ดังนั้นจากการสำรวจแล้วโดยอิงกับราคาหุ้นที่ปิดทำการซื้อขายวานนี้ 3.24 บาท จะเห็นได้ว่ายังมี Up side อยู่ที่ 12% และจากปัจจัยพื้นที่บล.ฟิลลิป จำกัด คาดการไว้ที่44.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีที่แล้ว โดยมีราคาเหมาะสมปี 2551ที่ 2.16 บาท ให้แนวรับที่ 3 บาท แนวต้านที่ 3.32 บาท

ด้านนาย ธวัชชัย อัศวพรไชย นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า หากดัชนีตลาดหุ้นมีการปรับตัวในแดนบวกหุ้นทั้ง 5 ตัวในข้างต้นก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะหากพิจารณาจาสถิติแล้วจะเห็นได้ว่าราคาหุ้นเคยปรับตัวขึ้นไปแตะในระดับสูงสุดได้ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ต้องปรับตัวลดลงในช่วงที่ดัชนีผันผวน ประกอบกับหุ้นดังกล่าวมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีสนับสนุน

แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น(TRC)เปิดเผยกับ”อินโฟเควสท์”ว่า การขายหุ้นโครงการรอยัลราชดำริของบริษัท ราชเพลิน ให้กับกลุ่มพันธมิตรจากต่างประเทศ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือน ก.ย.นี้ และคาดว่าจะรับรู้รายได้ทันในไตรมาส 3/51 หลังจากที่บริษัทได้เซ็นสัญญาข้อตกลงเบื้องต้น(MOU)ไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“เม็ดเงินที่เข้ามาซื้อเป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ แต่การเข้ามาถือหุ้นก็อาจจะเป็นต่างชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนนี้ก็ได้ แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใครแน่นอน แต่ทุกอย่างคาดว่าสรุปให้แล้วเสร็จได้ในเดือนกันยายนนี้”แหล่งข่าว TRC กล่าว

อย่างไรก็ดี บริษัทฯคาดว่าจะรับรู้รายได้จากการขายครั้งนี้ได้ทันในไตรมาส 3/51 และคาดว่าเบื้องต้นจะได้รับเงินประมาณกว่า 100 ล้านบาท โดยโครงการคอนโดมิเนียมรอยัลราชดำริมูลค่า 4,000 ล้านบาท อยู่ภายใต้บริษัท ราชเพลิน ซึ่ง TRC ถือหุ้นในสัดส่วน 35%

สำหรับการรับงานก่อสร้างโครงการดังกล่าวนั้น บริษัทฯไม่ได้ตั้งเป็นเงื่อนไขในการขายหุ้นว่า TRC จะต้องเป็นผู้รับเหมางาน เพียงแต่ได้แจ้งกับทางผู้ซื้อไว้เท่านั้น และทางเขาก็ดูเหมือนว่าจะเปิดทางให้บริษัทฯสามารถเข้าไปร่วมประมูลงานนี้ได้
*มีแผนเข้าร่วมงานการเดินท่อก๊าซ NGV-สร้างท่อก๊าซเส้นที่ 4 ของปตท.

แหล่งข่าว TRC กล่าวว่า บริษัทฯยังมีแผนงานที่แน่นอนในการเข้าประมูลงานการเดินท่อก๊าซ NGV และงานวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ของบมจ.ปตท.(PTT) ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกันกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าบริษัทมีโอกาสค่อนข้างมากที่จะได้เข้าร่วมงานดังกล่าว

สำหรับโครงการวางท่อก๊าซ NGV คาดว่าน่าจะการเปิดประมูลในเร็ว ๆ นี้ เพราะ NGV เป็นเรื่องด่วนของประเทศ ซึ่งแผนงานของ PTT จะเดินท่อก๊าซ NGV อีก 3 สาย มูลค่า 51,650 ล้านบาท ระยะทาง 690 กิโลเมตร สายแรกเป็นสายสีเหลือง(วังน้อย-นครสวรรค์)คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/54, สายที่ 2 เป็นสายสีแดง(แก่งคอย-นครราชสีมา)คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3/54 ส่วนสายที่ 3 เป็นสายสีส้ม(เส้นทางราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์)คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 2/55

ส่วนงานท่อก๊าซเส้นที่ 4 มีมูลค่าโครงการราว 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะเริ่มการสร้างในปลายปี 51 สิ้นสุดในปี 55 โดยคาดว่าร่างขอบเขตของงาน(Terms of Reference:TOR)น่าจะออกมาได้ในเร็ว ๆ นี้ และบริษัทฯก็อาจจะรับงานในการวางท่อเป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นการเข้าไปร่วมบางส่วน

*พร้อมลุยงานต่างประเทศมากขึ้น-เล็งบุกงานในไนจีเรีย-โอมาน

แหล่งข่าว TRC กล่าวอีกว่า เมื่อต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมาบริษัทฯได้ไปออกโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้รับการตอบรับที่ดี โดยบริษัทฯได้โชว์จุดขายด้านการพัฒนาและการลงทุน(Development & Investment)ซึ่งบริษัทได้เน้นการขยายงานไปในต่างประเทศมากขึ้น อย่างประเทศไนจีเรีย, โอมาน แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่เกาะกง บริษัทฯก็เคยมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว

ขณะนี้บริษัทฯได้ยื่นเสนอรายละเอียดการเข้าร่วมประมูลงานวางท่อก๊าซในประเทศโอมาน มูลค่าประมาณ 50-60 ล้านเหรียญหสรัฐ ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะรู้ผลได้ภายในไตรมาส 3/51 ส่วนงานประมูลที่ประเทศไนจีเรีย บริษัทฯได้ร่วมกับทาง ปตท.ตอนนี้ก็ได้มีการเจรจากับนักการเมืองของไนจีเรีย เพื่อดูว่าเราเข้าไปแล้วจะทำอะไรให้กับเขาได้บ้าง

“ที่ไนจีเรียตอนนี้มองดูแล้วยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไร จึงยังบอกอะไรไม่ได้มาก คงต้องรอดูต่อไปว่าจะเดินไปทางไหน”แหล่งข่าว TRC กล่าวกับ”อินโฟเควสท์”

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.02 น.ราคาหุ้น TRC อยู่ที่ 3.84 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท (+0.52%)มูลค่าซื้อขาย 4.02 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 3.90 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 3.90 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 3.80 บาท

TRC ปั้นรายได้ไตรมาส2/51โตไม่ต่ำกว่า30% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เหตุBack Log ในมือหนุน พร้อมปิดดีลโครงการราชเพลินสัปดาห์หน้า ระบุเม็ดเงินพิเศษโชว์ในงบไตรมาส3นี้ ส่งผลรายได้ปีนี้แตะ 2.4 พันล้านบาท พร้อมเตรียมหาพาร์ทเนอร์ไทยต่อยอดการลงทุนในต่างประเทศ

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) TRC เปิด
เผยว่า จากการประมาณกาผลการดำเนินงานในไตรมาส2/2551 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20-30% เมื่อเทียบกับรายได้ในไตรมาส1/2551 ที่มีรายได้ 281.04 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิที่ 13.08 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยรับรู้รายได้จากมูลค่างานในมือ(Back Log)ในช่วงที่ผ่านมา แลจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเข้ามาเก็งกำไรของกลุ่มนักลงทุนบางส่วน จนทำให้ราคาหุ้นวานนี้(23 ก.ค.51)ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปิดทำการที่ระดับ 3.82 บาท เพิ่มขึ้น 0.14บาท หรือ 3.80%

ขณะเดียวกันภายในสัปดาห์หน้าบริษัทเตรียมที่จะเซ็นสัญญาข้อตกลง(MOU) การซื้อขายหุ้นในโครงการราชเพลิน ในสัดส่วน35% ให้กับบริษัทผู้ประกอบการในประเทศ โดยผ่านทางกองทุนต่างชาติ ซึ่งเม็ดเงินจากการซื้อขายในโครงการดังกล่าว บริษัทคาดว่าจะเข้ามารวมในงบบัญชีไตรมาส 3/2551 ซึ่งจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทจะมีรายได้พิเศษจากการลงทุนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังโอกาสที่บริษัทจะมีงานในโครงการใหม่ๆเข้ามาเพิ่มอีกว่า 1,000 ล้านบาท จากงานที่บริษัทเตรียมเข้าประมูล 2-3 โครงการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,000 -2,000 ล้านบาท ซึ่งก็จะส่งผลให้บริษัทจะมีมูลค่างานในมือ(Back Log) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 2,368 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทยังคงประมาณการรายได้เดิมไว้ที่ 2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี2550ที่ 1,607.06 ล้านบาท ในที่กำไรสุทธิ95.90 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายสมัย ยังได้กล่าวถึงแผนการขยายการลงทุนไปต่างประเทศว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาเพื่อหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาลงทุนรวมในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแอฟริกาใต้และตะวันออกกลาง โดยพันธมิตรดังกล่าวคาดว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปดีลพันธมิตรดังกล่าวได้ในช่วงต้นเดือนส.ค.2551

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่บริษัทขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้นนั้น เนื่องจากประเทศแอฟ
ริกาใต้มีอัตราการเติบโตทางด้านพลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในขณะที่ตะวันออกกลางการขยาย
ตัวด้านพลังงานยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ในครึ่งปีหลังบริษัทเร่งที่จะขยายแผนการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมการรับมือเพื่อเข้าไปลงทุนในปี 2552 เป็นต้นไป ซึ่งก็จะส่งผลให้บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้เสริมจากการลง
ทุนในต่างประเทศเข้ามา นายสมัย กล่าว

ขณะเดียวกัน นายสมัย ยังได้กล่าวอีกว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ารัฐบาลมีแผนที่จะขยายปั๊ม NGV เพิ่มขึ้น ในงบประมาณรวมกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัทผู้ประกอบการเกี่ยวกับการวางระบบท่อก๊าซจะได้มีสัดส่วนการรับงานประเภทดังกล่าวในสัดส่วนโดยรวม 70%

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์แอ็ดคินซัน จำกัด (มหาชน)ประเมินกำไรในไตรมาส 2/2551 ไว้ที่ 27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส1/2551 ประมาณ 12% แต่ลดลง 40%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากงานการวางท่อประมาณ 260 ล้านบาท และรายได้จากสหการวิศวกรรม(ซึ่งเป็นบริษัทย่อย)อีกประมาณ 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2551 ประมาณ 12%

อย่างไรก็ตาม เรายังคงมองว่าผลกำไรในปีนี้ของทาง TRC จะสามารถเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน จากแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลัง เราจึงแนะนำ “ซื้อ” โดยเราประมาณรายได้และกำไรในปีนี้ไว้ที่ระดับ 2,216 และ 192 ล้านบาทตามลำดับ และให้ราคาเหมาะสมที่ 5.70 บาท

TRC ลั่นขอเอี่ยวส่วนแบ่ง 30% โครงการขยายท่อปตท. 5.1 หมื่นล้านบาท “สมัย”มั่นใจได้รับงานแน่ เหตุมีความเชี่ยวชาญ
เหนือคู่แข่ง แถมเป็นลูกค้าหลักที่เคยรับงาน แบไต๋โรดโชว์สิงคโปร์ไปได้สวยดึง 2 กองทุนต่างประเทศแห่สนใจ
          นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC กล่าวว่า ขณะนี้ทางบริษัทได้ตั้งเป้าได้รับส่วนแบ่ง 30% จากแผนการขยายโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PPT ที่กำลังเตรียมเพิ่มท่อขนส่งก๊าซภายในปี52 จำนวน 3 เส้นทาง ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 51,000 ล้านบาท
          “ผมเชื่อว่าเรามีโอกาสจะได้ส่วนแบ่งประมาณ 30% จากโครงการขยายท่อก๊าซของPTT เนื่องจากในปัจจุบันเรามีความพร้อมทั้งเงินลงทุน บุคลากร และประสบการณ์ทำงานที่มีมาหลาย 10 ปี เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น และเรายังครองส่วนแบ่งการตลาดวางระบบท่อย่อยสูงถึง 60%”นายสมัยกล่าว
          โดยแผนการขยายโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซจะแบ่งเป็น 1.ท่อสายเอเซียไปยังภาคเหนือ หรือ สายสีเหลือง มีความยาว 250 กิโลเมตรมีวงเงินลงทุนรวม 19,120 ล้านบาท2.ท่อสายมิตรภาพไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ สายสีแดง ความยาว 170 กิโลเมตรวงเงินลงทุนรวม13,810 ล้านบาท 3.ท่อสายเพชรเกษมไปภาคใต้ หรือ สายสีส้ม ความยาว 270 กิโลเมตร เงินลงทุนรวม 18,720 ล้านบาท รวมเป็นงบทั้งสิ้น51,650 ล้านบาท
          “ปัญหาการเมืองไม่ได้มีผลกระทบต่อกำหนดการขยายโครงข่ายของ PTT เพราะเรื่องพลังงานถือเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องเร่งได้รับการแก้ไข และคิดว่าทางภาครัฐจะต้องมีการรีบออกมาช่วยสนับสนุนอย่างแน่นอน”นายสมัยกล่าว
          ส่วนการไปโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 3-4 ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่าได้รับความสนใจจากกองทุนต่างประเทศรายใหญ่ถึง 2 รายหลังจากทางกองทุนได้เล็งเห็นถึงผลประกอบการในอนาคตของบริษัทที่จะมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างดี
          “การโรดโชว์ที่ผ่านมาก็มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะมีกองทุนขนาดใหญ่ถึง 2รายได้ให้ความสนใจ เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีการบริหารงานและระบบการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี และเขากำลังเตรียมขอข้อมูลและเข้ามาดูงานของTRC”นายสมัยกล่าว
          ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ประเมินว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่มีรายได้ 281 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 12 ล้านบาทส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลังจะยังมีแนวโน้มเติบโตได้เช่นกัน หลังจากล่าสุดทาง TRC ได้เตรียมเข้าประมูลงานอีก 1-2 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ1-2 พันล้านบาท
          “ไตรมาส 2 ก็ยังเติบโตได้ดี โดยในไตรมาส 3-4 ทาง TRC จะมีสิทธิ์ได้รับงานเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่เราได้เข้ายื่นประมูลงานทั้งในและต่างประเทศประมาณ 2 โครงการซึ่งหากชนะงานประมูลก็จะสามารถรับรู้รายได้เพิ่มจากเดิมเข้ามาทันที ส่วนรายได้รวมในปี51 ยังคงตั้งเป้าโตขึ้น30% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,600 ล้านบาท เนื่องจากเรามีงานแบ็คล็อกที่เตรียมจะทยอยรับรู้อีก 2,300 ล้านบาท”นายสมัยกล่าว
          ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้มีผลต่อต้นทุนราคาเหล็กที่สูงขึ้นถึงระดับ 40 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ 28 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งทางบริษัทก็ได้แก้ปัญหาด้วยการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนขาย และมีการซื้อของตุนไว้ล่วงหน้า
          “ราคาน้ำมันที่ยังปรับเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อราคาเหล็กที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นตามเป็นอย่างมาก แต่เราก็ได้แก้ไขด้วยวิธีการสั่งซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้า รวมทั้งปรับราคาขึ้นตามต้นทุนสินค้า ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นถือว่าเป็นปัจจัยที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเราเนื่องจากงานที่เรารับมาเป็นแบบระยะสั้นและทางเจ้าของโครงการก็ได้ซื้อวัสดุเอง จึงไม่จำเป็นต้องกู้เงินธนาคารเพื่อมาลงทุน”นายสมัยกล่าว
          ด้านบทวิเคราะจากบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก กล่าวว่า TRC เตรียมเข้าประมูลงานเพิ่มในปีนี้ประมาณ 10 โครงการ มูลค่ารวม 15,600 ล้านบาทซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทจะได้งานจากการเข้าประมูลประมาณ 30% เนื่องจากงานส่วนใหญ่เป็นของกลุ่ม PTTที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัท
          นอกจากนี้ การเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการและส่งงานให้ตัวเอง ถือเป็นวิธีที่จะทำให้บริษัทมีงานก่อสร้างเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอนาคตจึงประเมินว่า TRC จะมีผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยมีรายได้ทั้งปี 51 โตขึ้น 2,138 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ137 ล้านบาท
          แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 6.10 บาท หลังจากราคาหุ้นล่าสุดยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้ง TRC ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างเหมาะสมและเป็นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตได้สูงในอนาคต

กรุงเทพฯ 8 ก.ค. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น TRC ร่วมโรดโชว์ mai : คุณสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น และคุณ ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมด้วย คุณสิงหรัตน์ เจริญวงศา และคุณอุ่นเรือน สุจริตธรรม ร่วมเดินทางให้ข้อมูลแก่นักลงทุน

trcsg

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และ Deutsche Bank นำบริษัทจดทะเบียนใน mai 3 แห่ง ประกอบด้วย บมจ. ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) บมจ. ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) และบมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) รวมมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 8,163 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เดินทางให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบัน ในงาน “Thailand Corporate Day 2008” ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2551 ณ ประเทศสิงคโปร์

“นักลงทุนสถาบันต่างประเทศให้ความสนใจบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อย่างมาก โดยมียอดรวมการนัดหมาย 24 ครั้ง จาก 12 สถาบันการเงิน 16 ผู้จัดการกองทุน โดยหวังว่าการร่วมให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะเป็นการขยายฐานนักลงทุนต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าการซื้อขาย” นายชนิตร กล่าว

ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวต่อว่า ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทที่กำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งนับเป็นการเปิดเผยข้อมูลเป็นครั้งแรกต่อนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การจัด Roadshow ครั้งนี้ มีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีการเติบโตสูง (Small-cap Fund) และ กองทุนที่ลงทุนระยะยาว (Long-term Fund) ร่วมรับฟังข้อมูลรวม 93 การประชุม จาก 40 สถาบัน 56 ผู้จัดการกองทุน

“ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ได้นำบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาแนะนำให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจเกินความคาดหมาย เนื่องจากนักลงทุนดังกล่าวมองหาโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งนี้บริษัทและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีโครงการที่จะจัดกิจกรรม Roadshow อย่างต่อเนื่อง” นายไพบูลย์กล่าว

นายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรรมการผู้จัดการ บมจ. ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) เปิดเผยว่า “การ Roadshow ครั้งนี้บริษัทได้แนะนำข้อมูลให้เป็นที่รู้จักแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน จากเดิมที่มีกองทุนรวมของ บลจ. ไทยพาณิชย์ลงทุนอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 4”

นายไทยลักษณ์ ลี้ถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) กล่าวว่า “การนำบริษัทมาแนะนำต่อนักลงทุนสถาบันต่างประเทศในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากบริษัทมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ทว่าราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง การมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตของบริษัทมากขึ้น ทั้งนี้บริษัทเคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 2 รางวัลได้แก่ 200 Best Under a Billion จากนิตยสาร FORBES Asia และ Asia’s Best-Managed Companies จากนิตยสาร AsiaMoney”

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) กล่าวว่า “นับเป็นครั้งแรกของบริษัทที่ได้ร่วมให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยนอกจากจะได้ประสบการณ์แล้ว บริษัทยังได้รับฟังมุมมองของนักลงทุน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบริษัทต่อไป”

ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) 49 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 34,526 ล้านบาท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 249.64 (เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551) ผู้ลงทุนที่สนใจข้อมูลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสามารถศึกษาเข้าดูข้อมูลได้ ทาง http://www.mai.or.th หรือสมัครรับข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ฟรีทางอีเมล์ที่ e-newsletter@mai.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ S-E-T Call center โทร. 0-2229 —2222

mai จูงมือUMS-UEC และTRC บินโรดโชว์นักลงทุนต่างชาติในประเทศสิงคโปร์ ด้าน ชนิตร ชาญชัยณรงค์ ตั้งเป้าอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนประเภทสถาบันจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดmaiได้กว่า10% จากปัจจุบัน5% ขณะที่เหล่าผู้บริหารบจ.ใส่เกียร์เดินหน้านำเสนอข้อมูล หวังดันสัดส่วนการลงทุนเพิ่ม

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เปิดเผยว่า การเดินทางไปนำเสนอข้อมูลนักลงทุน (โรดโชว์) ในประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันมี่3-4 ก.ค.นี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดmaiยังไม่เคยมีโอกาสที่จะไปโรดโชว์กองทุนประเภทสถาบันในต่างประเทศเลย โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก และคาดว่าจะสามารถสร้างความเข้าใจต่อผู้จัดการกองทุนในประเทศดังกล่าว ให้มีความเข้าใจการลงทุนในตลาดmaiมากขึ้น เนื่องจากจะเข้าพบทั้งหมด 50 กองทุนของสิงคโปร์

ทั้งนี้ แม้ว่า mai จะเป็นตลาดที่มีมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ไม่สูงเหมือนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)แต่หากพิจารณาจากอัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในmai ก็ยังมีความน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนได้ โดยจะเห็นได้จากบริษัทที่เตรียมไปโรดโชว์ในครั้งนี้ อาทิ UMS ,UEC และTRC ก็มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทดังกล่าวก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพื่อเป็นการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคตเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จากปัจจุบันตลาด mai มีฐานนักลงทุนประเภทสถาบันต่างประเทศเข้ามาลงทุนในสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น ดังกล่าวในอนาคตคาดว่าจะมีฐานการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 10%
ด้านนายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) หรือ UMS เปิดเผยว่า วันนี้ (3 ก.ค.) บริษัทได้เดินทางไปโรดโชว์นักลงทุนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะมีกองทุนประเภทสถาบันเข้ารับฟังข้อมูลบริษัทประมาณ 20 กองทุน โดยข้อมูลหลักที่บริษัทเตรียมนำเสนอในครั้งนี้จะเป็นแผนขยายการลงทุนของบริษัทในอนาคต ซึ่งการโรดโชว์ในครั้งนี้บริษัทต้องการที่จะแสดงศักยภาพในอัตราการเติบโตของบริษัทให้กับกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวได้เห็นว่าแม้จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai แต่อัตราการเติบโตผลการดำเนินงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC กล่าวว่า บริษัทเตรียมข้อมูลของโครงการที่บริษัทจะเริ่มพัฒนา รวมถึงโครงการวางท่อแก๊ส ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนน้ำมัน เพื่อนำเสนอต่อนักลงทุนต่างประเทศในการเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างความเชื่อมั่นใจ และยังเป็นการผลักดันให้บริษัทมีปัจจัยทางพื้นฐานที่มั่นคงมากขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ปัจจุบัน TRC มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ย 6-7% ซึ่งหลังจากที่บริษัทนำเสนอข้อมูลไปแล้วเชื่อว่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนดังกล่าวให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น นายสมัยกล่าว
ขณะที่นายไทยลักษณ์ ลี้ถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน)หรือUEC กล่าวว่า การเดินทางโรดโชว์ครั้งนี้ บริษัทจะนำเสนอข้อมูลบริษัทรวมถึงแผนการลงทุน และการขยายธุรกิจในระยะยาว 2-3 ปี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันในอนาคตคาดว่าจะจะสามารถเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 20%


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.