T R C fan club

Archive for the ‘TRC’ Category

TRC Construction is planning to expand its business overseas in the second half of the year after establishing two new companies in Hong Kong and Mauritius in the first quarter.

The new companies are TRC International in Hong Kong, with a registered capital of 10,000 Hong Kong dollars (Bt41,485), TRC Investment in Mauritius, with a registered capital of US$1 (Bt32).

The company president Smai Leesakul said both companies will bid for infrastructure and other construction projects in the Middle East and South Africa through joint ventures with local partners.

“We have experience in construction and setting up pipelines for the petrochemical industry, which will help us score projects from both countries,” he said.

The company hopes to get projects overseas within the year, Smai said.

In the domestic market, the company has projects on hand worth Bt2.36 billion. This will add to the company’s revenue in the last nine months of this year.

Projects include a bio-diesel plant in Bang Pa-in for Bangchak Biofuel, a natural-gas pipeline for District Cooling System & Power Plant, a national gas pipeline for PTT, a natural-gas distribution pipeline for Kangwal Textile and an MTP interconnecting natural-gas pipeline for PTT.

The company also plans to enter into joint bidding for projects in the domestic market this year.

http://www.nationmultimedia.com/worldhotnews/read.php?newsid=30073429

2462

…คงยังจำกันได้ ว่าใครคือ BIG4…หากจำไม่ได้ ผมจะสรุปให้คร่าวๆ…
…อันดับ1 คุณไพจิตร +เคพีเค1999+ผู้บริหารที่เป็นพันธมิตรกัน ถือ22%…
…อันดับ2 แซมลี จาก สหการ ถือ 12%…
…อันดับ3 กองทุนไทยพาณิชย์ ถือ 10.85%…
…อันดับ4 ตระกูลเสรีวิวัฒนา ถือ 9%…

…หากไม่นับRotary Trel (เป็นพันธมิตรTRC แต่ไม่มีความเคลื่อนไหว)…
…ถ้าจะหา รายใหญ่อื่นๆ ก็น่าจะแฝงตัวอยู่ในNVDR…
…โดยถือผ่านUBS สิงคโปร์ และ นักลงทุนชื่อต่างชาติ รวมแล้ว 6%…

…เราจะลองตั้งสมมติฐาน ว่าใครจะซื้อจะขาย หุ้นTRC อาจจะจริงหรือไม่จริง …
…ในส่วนของคุณไพจิตรและผู้บริหาร ไม่มีทางขายออกมาแน่นอน …
…แซมลีก็ถืออยู่เช่นนี้มานาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง…
…ส่วนตระกูลเสรีวิวัฒนา คาดว่า น่าจะซื้อเพิ่ม เมื่อมีmargin of safetyด้วยซ้ำ…
…ก็คงเหลือNVDR และ SCBAM…

…ถ้าดูจากรูป จะเห็นว่า NVDR จะเข้าๆออกๆ อยู่ในช่วง6.92 % -> 11.38% -> 7.99% ล่าสุด7.74%…
…คิดว่า NVDR คงเป็นนักลงทุนต่างชาติบางส่วนจริง แต่ก็มีที่ปิดบังชื่อซื้อๆขายๆ…

…กองทุนไทยพาณิชย์ มักจะมีการปรับพอร์ตระหว่างปี โยกจากกองนั้นเข้ากองนี้…
…แต่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการกองทุนคนเดียวกัน…
…ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาคือ 10.36% -> 9.93% -> 4.74% -> 5.3% -> 10.85% …
…SCBAM เพิ่งจะมาซื้อกลับไปเท่าเดิมเมื่อเดือนพย50 หลังดูแล้วว่า …
…การเพิ่มทุนเพื่อซื้อสหการไม่ได้ฉุดกำไรของTRC แถมยังมีbacklogใหม่ๆรออยู่…

…การสงสัยว่า SCBAMจะชิงขายออกมาก่อนหุ้นปันผลเข้า ซึ่งเค้าจะได้อีก8ล้านหุ้น เอาไปซื้อBIG Capไม่น่าจะจริง…
…เพราะเค้ามีปรับพอร์ตจนมีBig capติด5อันดับต้นๆทั้งพลังงานและbankไปแล้ว maiขายออกจนไม่ติดอันดับ…
…ยกเว้นเค้าจะลดสัดส่วนการถือTRC หรือจะมีการปรับพอร์ตระหว่างกองทุนอีก ซึ่งจนถึงเมย51ก็ยังนิ่งอยู่…
…แต่ถ้าวิเคราะห์จาก กำไรที่จะก้าวกระโดดในปีนี้ weightน้ำหนักกับการที่หุ้นถูกDilute…
…ผมว่า เค้าไม่น่าเสี่ยงที่จะลด อาจรักษาสัดส่วนไว้เท่าเดิม …

…แล้วใครกันที่จะขายไม้ใหญ่ได้อีก???…
…ให้ไปถาม ดอกบัว กับ อิ๊กคิวซัง เอาละกัน ว่า จะทุบให้รายใหญ่ซื้อให้พอ แล้วออกบทวิเคราะห์เชียร์รึเปล่า…
…คิดว่า น่าจะแฝงตัวซื้อขายผ่านNVDRด้วย…
…ผมไม่ว่าหรอกที่จะเข้ามาหากำไรกัน แต่ทุบลงก็ลากกลับคืนที่เค้าซะด้วย …
…เรื่องที่จะขู่offer ไม้แสนสองแสน bidรับไม้5แสน แล้วโยนซ้าย ขู่ได้เฉพาะรายย่อย…

…ผมกับเพื่อนVIหลายๆคน happyมาก รีบเอาตะกร้ามาช็อปปิ้งกันใหญ่ …
…คือ ถ้าไม่ลงมารอบนี้ จะให้ไปไล่ซื้อเหนือ6-7บาท คงต้องใช้ตังค์เยอะขึ้นอีก…
เพราะเรามองเป้าหมายที่20บาทใน3ปีข้างหน้ากันแล้ว…อิอิ
…ต้นทุนในพอร์ตจะได้ต่ำลงไปอีก แต่อย่าสงสัยผม หรือ VIคนอื่นๆ เราไม่ขายออกมาแน่นอน …
…VI เค้าไม่เล่นรอบ มีแต่ทยอยรับเมื่อมีMOS…
…แต่ก็เห็นใจTRC Fanclubหลายๆคนที่ถือก่อนXM มั่ง หลังXMมั่ง เค้าบ่นขาดทุน…
…ยังงัยก็เอาพอสมพอควรละกัน นี่ก็ซึมมานานพอแล้วนะ พ่อหุ้นบันได

bls1

bls2

…วันนี้ วันศุกร์ แต่ดูเหมือน Fanclub จะอยู่ไม่เป็นสุขกันเลย…
…ก็หุ้นสุดที่รัก อ่ะดิ ก่อนหน้าซึมเป็นอาทิตย์ แถมช่วงนี้ยังมาตกเอาๆอีก…
…วันนี้ ขับรถไปทำงาน ก็นั่งคิดหาเหตุผลที่รายใหญ่เค้าทุบ…
…เพิ่งนึกออกว่า มันคล้ายกับเหตุการณ์วันก่อนXD หากยังจำกันได้…
…วันนั้น เป็นวันที่ฉันป่วย เอ๊ย วันOpportunity Day…
…พอออกจากห้องประชุม ก็เทกันใหญ่ ขนาดผู้บริหารยังงง …
…ก็ไม่ได้พูดอะไรผิด หรือ มีอะไรเลวร้ายนี่นา…

…TRCนับว่า เป็นหุ้นขวัญใจนักลงทุนจำนวนหนึ่ง ทั้งVIและนักเก็งกำไร…
…จากผลประกอบการนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาด รายได้ก็โตเกือบเท่าตัวทุกปี…
…แต่ต้องมีจังหวะให้เพิ่มทุน จนกำไรต่อหุ้นถูกDiluteไปบ้าง ซึ่งต้องทำใจ เพราะบริษัทกำลังโต…
…TRCไม่ได้เป็นหุ้นเงินถุงเงินถัง การทำงานแต่ละโครงการ เลยต้องใช้วิธีProject Development…
…คือ เอามาปั้นๆแล้วขาย เอากำไรไปลงทุนต่อ ซึ่งที่ผ่านมาก็นับว่า ประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง…

…และอีกเหตุผลนึง คือ TRCเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่อง หมุนเข้าออกง่าย…
…มีstoryให้เล่น จากการมีBacklogใหม่ๆให้ชื่นใจเสมอ จึงทำให้หุ้นทำนิวไฮได้ตลอด…
…แต่ที่อาจไม่ถูกใจบางคนก็คือ TRCไม่มีปันผลให้ ก็ต้องเข้าใจว่า เรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว…
…ต้องมีสภาพคล่องที่มากพอ ซึ่งปีหน้าก็ไม่แน่ว่า อาจจะได้หุ้นปันผลแทนการเพิ่มทุนอีก…

…ย้อนกลับมาหาสาเหตุที่หุ้นตกกัน …
…ต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่รายใหญ่ ไม่ใช่นักปั่นหุ้น เพียงแค่ช่างสังเกตเท่านั้น…
…จากการที่TRCจะต้องXD/XM ในวันที่1เมย.51ทำให้มีนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าๆออกๆTRC…
…แถมบางคนอาจใช้มาร์จิ้นเล่นอีก ต้องจำใจขายออกที่ราคาแถว7บาท…
…เพราะทราบว่า ราคาหุ้นจะต้องลดลงจากผลการXM ยิ่งหุ้นกว่าจะเข้าก็เกือบสองเดือน…
…ในช่วงที่ขายไปนี้ อาจหมุนไปเล่นหุ้นปั่นตัวอื่นๆ จนไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว…
…จึงย้อนกลับมาดูTRCอีกครั้ง โดยจับจังหวะที่รอข่าวร้ายอย่างหุ้นปันผลจะเข้า …
…แถมโดนข่าวQ1 กำไรลดลงอีก เป็นโอกาสทุบเอาของ …

…ทำไมถึงคิดว่า ทุบเอาของ…
…เพราะการทุบครั้งนี้ เริ่มจากราคาซึมๆ วอลุ่มน้อยๆ มีofferขู่ไม้สองแสนทุกวัน…
…ช่วง2-3วันนี้ ก็มีการตั้งBidไม้5แสน ทุกเช้า เหมือนรอการโยน เพื่อให้รายย่อยตกใจขายตาม…
…เพียงเท่านี้ เค้าก็ได้หุ้นราคาถูกสมใจ แถมอาจจะได้ต้นทุนถูกกว่าพวกรอเอาXM…

…ซึ่งถ้าหุ้นไม่ดี จะทุบเอาของทำไม ?…
…เพราะเค้าเริ่มระแคะระคายข่าวดี ที่กำลังจะเกิดกับTRCในเร็วๆนี้…
…จากงานราชเพลินที่หลังจากรอDue Diligenceน่าจะมีการตกลงในเดือนนี้ เพราะยืดต่อไปไม่ไหวแล้ว…
…และข่าวใหญ่ที่ไนจีเรีย ไม่สงสัยหรือว่า ทำไมTRCถึงมีต้นทุนการเดินทางไปต่างประเทศที่สูง…
…ทำไมถึงรับพนักงานเพิ่มจำนวนมาก ถ้าไม่ใช่Project ใหญ่ จะทุ่มเทขนาดนั้นทำไม …
…และทำไมจะต้องจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่มอร์ริเชียสไว้ก่อน ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เกี่ยวกับ ภาษี …

…การย่อตัวลงครั้งนี้ของTRC เปรียบได้กับ คนที่กำลังรอกระโดด…
…ระหว่าง คนที่ยืนตัวตรง แล้วกระโดด กับ คนที่ย่อตัวลงก่อนแล้วกระโดด ใครจะไปได้สูงและไกลกว่ากัน…
…ผมยังจำ เหตุการณ์ขายหมู ตอนsuprimeได้ ราคาตรงนี้เลย 5.5บาท หลังจากนั้นต้องไปวิ่งคว้ากลับมาที่6.2…
…รอบนั้น ผมจึงได้คิดว่า นี่เรายังติดกับการเป็นนักเก็งกำไร เป็นรายย่อยธรรมดาคนนึงที่panicไปกับข่าวรายวัน…
…ทำไมไม่ดูพื้นฐานหุ้น ทำไมไม่มั่นใจกับข้อมูลที่เรามี ทำให้การลงในรอบนี้ ผมกลับทำตรงข้าม…
…หลังกลับจากไหว้เจ้าแม่กวนอิมบนเขาคอหงส์ …อิ่มบุญๆ

…เมื่อมีmargin of safetyซะขนาดนี้ มีรึผมจะปล่อยโอกาสทองหลุดมือ วันนี้ ก็เก็บที่ราคาปิด5.4เข้าพอร์ตอีก…
…และคิดว่า คนทุบ เค้าคงอยากจะได้ราคาถูกกว่านี้นะ ซึ่งชาวVIก็ต้องขอบคุณเค้าที่ทำให้เราได้เก็บของถูกไปด้วย…
…แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้าและกำลังเจ็บตัว ต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกได้จริงๆว่า …
…หุ้นจะกลับขึ้นไปวันไหน…หรือจะตกลงไปเท่าไร หรือชักจะทนไม่ไหวแล้ว …
…อยากให้ใช้โอกาสนี้ ลองเป็นVIดู ไม่ใช่ จำใจเป็นเพราะติดดอยนะ …
…ผมรับรองว่า TRCจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง…
…ช่วยจำคำผมไว้ “ภายใน3ปี TRCจะเห็นราคา20บาท” เพราะถึงตอนนั้น ผมอาจจะแก่จนหลงๆลืมๆ… อิอิ…

บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

สอบทาน
(หน่วย : พันบาท)
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
ปี 2551 2550

กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                13,079
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)   0.04

งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
ปี 2551 2550

กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                  6,837     18,062
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)    0.02        0.08

โบรกส่องหุ้น mai ที่มีอนาคตไกล แนะนำลงทุน UEC ,UMS , TRC และBSM เหตุปัจจัยพื้นฐานยังไปได้สวย
นายรณกฤต สารินวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน)ได้ประเมินบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai)ที่ยังคงมีความโดดเด่นด้านสัญญาณทางเทคนิค และปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสนับสนุนโดยอิงกับอัตราการเติบโตผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นหลัก
ประกอบด้วยบริษัทยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน)หรือ UEC คาดว่าจะปรับตัวในทิศทางเดียวกับอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตเคมี และพลังงาน ที่จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลูกค้าที่สำคัญเป็นบริษัทในเครือ PTT และกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยซึ่งมีแผนที่จะขยายการลงทุนในระยะยาว ดังนั้นความต้องการภาชนะความดันและชิ้นส่วนเครื่องจักรจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีนี้
ทั้งนี้ทางบล.ได้ประมาณการรายได้ในปีนี้ไว้ที่ระดับ2,271 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ407 ล้านบาท และให้ราคาเป้าหมายที่เหมาะสมที่8.40 บาท
ส่วนบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด(มหาชน)หรือ UMS จากที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานทดแทนอย่างถ่านหินเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันUMS มีแผนที่จะพัฒนาระบบ Logistic เพื่อเน้น ในการทำท่าเรือ คลังสินค้า และรถบรรทุก สามารถลดต้นทุนค่าขนส่งบริษัทได้ จึงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 35 บาท ขณะที่ราคาปิดทำการซื้อขายวานนี้ที่ระดับ30.50 บาท ดังนั้นราคาหุ้นยังมีUp Side 9.6% ขณะที่รายได้ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่3,184 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 454 ล้านบาท
บริษัททีอาร์ซี คอนตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ TRC โดยมองว่าโครงการราชเพลิน ยังเป็นตัวแปรหลักที่สำคัญที่จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่างชาติขณะเดียวกันTRC ได้ขยายตลาดไปในส่วนตลาดตะวันออกกลาง โดยเน้นงานในส่วนของพลังงานน้ำเป็นหลัก โดยรายได้ปีนี้ประเมินไว้ที่ 2,216 ล้านบาท กำไรสุทธิ 192 ล้านบาท ราคาที่เหมาะสม6.90 บาท และเมื่ออิงกับราคาหุ้นที่ปิดทำการซื้อขายวานนี้ที่ระดับ 5.60 บาท จะเห็นได้ว่าหุ้นยังมีUp Side อีก 0.32%
นอกจากนี้ยังมีบริษัทบิวเดอร์สมาร์ท จำกัด(มหาชน)หรือ BSM ที่มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพะอินเดียซึ่งคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 100% หรือประมาณ 12 ล้านบาท จากปีก่อนกำไรสุทธิที่ 6 ล้านบาท โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 1.32 บาท สำหรับราคาหุ้นปิดทำการซื้อขายวานนี้ที่1.16 บาท

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) กล่าวผ่านรายการ Stock in Focus ว่า การที่ TRC ได้หันมาเน้นรับงานรับเหมาวางก่อสร้างในสายปิโตรเคมี น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีความได้เปรียบกว่าผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่น เนื่องจากกลุ่มพลังงานยังมีแนวโน้มขยายการลงทุนเพิ่มเติม ทั้ง บมจ. ปตท. (PTT) ที่มีการลงทุนขยายท่อก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจตามทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การก่อสร้างภายในประเทศอาจชะลอตัวลง โดยในปัจจุบัน TRC มีงานในมือ 2.1-2.2 พันล้านบาท

ในปี 2550 TRC ได้ร่วมมือกับบมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งได้ทำสัญญาขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) 40 เมกะวัตต์แล้ว โดย TRC ถือหุ้นโรงไฟฟ้าแห่งนี้ 30% ทั้งนี้ การเบนเข็มมาเป็นผู้พัฒนาโครงการเองเกิดขึ้นจากการที่ TRC มองว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหางานได้ยาก อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ และจะได้รับผลกระทบมากเมื่อต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้น จึงควรต้องปรับตัว โดยในขณะนี้เริ่มศึกษาโครงการไนเบื้องต้นแล้ว และจะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปีนี้

สำหรับงานต่างประเทศนั้น ที่ผ่านมา TRC ได้รับงานก่อสร้างถนนในประเทศกัมพูชามาแล้ว และในขณะนี้ยังเตรียมเข้าประมูลงานสายพลังงานในตะวันออกกลางเพิ่มเติมอีก ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นในประเทศโอมานแล้ว คาดว่าจะเริ่มประมูลได้ภายใน 1-2 เดือนหน้า นอกจากนี้ TRC ยังวางแผนรับงานในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ลิเบีย อิรัก ไนจีเรีย และซาอุดิอาระเบีย อีกด้วย ซึ่งในขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และจะเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมเมื่อมีโอกาสเหมาะสม

นอกจากนี้ TRC ยังเซ็นข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลกัมพูชาในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีกด้วย โดยอาจต้องใช้เวลาอีกครึ่งปีเพื่อศึกษารายละเอียด ซึ่งเชื่อว่านอกเหนือจากจะได้พลังงานไฟฟ้าแล้ว ประเทศไทยยังได้ทรัพยากรน้ำอีกปีละ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตรอีกด้ว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทยได้ นอกจากนี้ การขายไฟฟ้า ก็จะทำให้ TRC มีรายได้มั่นคงในระยะยาวด้วย

นายสมัยกล่าวว่า แม้ว่างานรับเหมาก่อสร้าง มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ และต้องหางานตลอดเวลา แต่ TRC ก็จะยังคงยึดงานรับเหมาก่อสร้างเป็นธุรกิจหลักของ TRC ต่อไป โดยตั้งเป้าว่าจะหางานที่จะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยให้สูงขึ้น ทั้งการเบนเข็มไปรับงานสายพลังงาน และการออกไปรับงานในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทเดินมาถูกทางแล้ว และธุรกิจจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้ และขยายตัวอีกปีละ 30% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ งานรับเหมาก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ จะมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 12-13% แต่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของ TRC เฉลี่ยอยู่ที่ 20%
นอกจากนี้ TRC ยังอยู่ระหว่างการเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ บริษัทไชน่า ปิโตรเลียม ไพพ์ไลน์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซีเอ็นบีซี บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของจีน โดยบริษัทดังกล่าวได้รับงานท่อน้ำ ท่อน้ำมันและท่อแก๊ส รวม 2.5 หมื่นกิโลเมตร ซึ่งมีมูลค่างานสูงมาก

สำหรับวิธีบริหารต้นทุนวัสดุก่อสร้างนั้น TRC จะให้ลูกค้าเป็นผู้จัดซื้อวัสดุเองหรืออาจเร่งสั่งซื้อวัตถุดิบและชำระเงินไปล่วงหน้าเมื่อเล็งเห็นว่าราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ
นายสมัยกล่าวว่า แม้ว่า TRC ได้ลงทุนเพิ่มในปี 2550 แต่บริษัทก็ไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ผู้ถือหุ้น จึงจะจ่ายเป็นหุ้นปันผลให้นักลงทุนแทนเงินปันผล ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ประโยชน์จากมูลค่าหุ้นที่อาจสูงขึ้นในอนาคต และบริษัทก็สามารถนำเงินไปลงทุนต่อไปได้

ทั้งนี้ TRC มั่นใจว่า โครงการที่ดำเนินการในขณะนี้จะทำให้มูลค่าหุ้นชดเชยกับปัญหา Dilution Effect ได้ โดย TRC จะให้หุ้นปันผลประมาณ 70 ล้านหุ้น ตามสัดส่วน หุ้นเดิม 7 หุ้น ต่อ 2 หุ้นใหม่ และ TRC จะจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนอีกประมาณ 10% ของกำไรสุทธิ และให้หุ้นแก่พนักงาน (ESOP) อีก 7 ล้านหุ้น และแม้ว่าการให้หุ้นปันผลจะทำให้บริษัทต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 25% แต่ก็เชื่อว่าผลดีที่ได้รับจะมากกว่าที่เสียไป

นายสมัยกล่าวว่า ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างสามารถใช้โครงการที่พัฒนาเป็นหลักประกันในการขอกู้จากสถาบันการเงินได้ ซึ่งถือเป็นข้อดีของธุรกิจ และทำให้มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลง โดยในส่วนของบริษัทย่อยของ TRC คือ บริษัท สหการวิศวกรรม นั้นที่ผ่านมามี D/E ลดลงจาก 1.6 เท่า เหลือ 0.7 เท่า ส่วน D/E ของ TRC ก็ลดลงเหลือ 0.3 เท่า และที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาหนี้สูญด้วย ส่งผลให้สถาบันการเงินหลายแห่งมีมุมมองที่ดี และพร้อมให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ TRC ด้วย

ความเห็นของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ :

บริษัทสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดการณ์ว่า TRC จะมีกำไรสุทธิในปีนี้เฉลี่ยที่ 173 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยที่ 0.55 บาท มีมูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานเฉลี่ยที่ 7.42 บาท และคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลเฉลี่ยที่ 3.93%

บริษัทสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดการณ์ว่า TRC จะมีกำไรสุทธิขยายตัวได้มากจากความสามารถในการทำกำไรและงานในมือที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากงานในมือที่มีอยู่กว่า 2 พันล้านบาทแล้ว TRC ยังเตรียมประมูลงานเพิ่มอีกกว่าหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การหันมาพัฒนาโครงการเอง เช่น โครงการคอนโดมิเนียม รอยัล ราชดำริ มูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนสตรึงนัม ที่กัมพูชา มูลค่า 5 พันล้านบาท จะช่วยเพิ่มมูลค่างานให้กับ TRC ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น TRC ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก และการที่ TRC ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจากการแจกหุ้นปันผลและให้วอร์แรนท์แก่พนักงาน ก็ถือเป็นความเสี่ยงของบริษัท ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทซึ่งอยู่ที่ 0.7 เท่า ก็เชื่อว่ายังไม่ต้องเพิ่มทุนในระยะนี้

สำหรับราคาเหล็กที่สูงขึ้น ก็ยังเป็นปัจจัยลบต่อบริษัท แต่การหันไปพัฒนาโครงการเอง ก็จะรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้ นอกจากนี้ TRC ยังเตรียมขายหุ้นโครงการราชเพลิน ซึ่งเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ที่ถือไว้ 35% ด้วย เพื่อใช้เงินในการก่อสร้างโครงการอื่น ซึ่งเชื่อว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในปี 2551

http://www.moneychannel.co.th/Menu6/StockinFocus/tabid/88/newsid486/54700/Default.aspx

ทันหุ้น-บล.บัวหลวง แนะลงทุนหุ้นเล็ก TPAC-TRC-UMS-ILINK เหตุราคายังมีโอกาสไปต่อได้อีก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานคือหลักสำคัญในการขยายตัวทางธุรกิจ ส่วนทางด้านทุนนอกก็ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จับจังหวะเหมาะลงทุนประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)หรือBLS กล่าวในงานสัมมนา ‘วิเคราะห์สูตรลงทุนหุ้น Small Cap’ ว่า หุ้นขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ มีความน่าสนใจหลายบริษัท เนื่องจากราคาหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก รวมถึงมีการจ่ายปันผลในอัตราที่สูง แม้จะมีการผันผวนของหุ้นบางตัวบ้าง แต่มองโดยรวมจะมีการเติบอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานด้านผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งและส่งผลให้มาร์เก็ตแคปขยายเพิ่มขึ้น

โดยมองว่า บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC มีโอกาสเติบโต เนื่องจากมีอัตราการจ่ายเงินปันผลถึง 8.3% โดยแนวโน้มธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ดี จากการบริโภคในประเทศเติบโต ส่งผลให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น และได้รับผลดีจากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทจอนสัน แอนด์ จอนสัน มายังประเทศไทย

สำหรับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือTRC คาดว่าปีนี้กำไรจะเติบโตอย่างโดดเด่นประมาณ 296 ล้านบาท จากปีก่อนมีกำไร 96 ล้านบาท เพราะปีนี้บริษัทมีงานทั้งในและต่างประเทศเข้ามามากทั้งในส่วนของงานที่โอมาณ รวมทั้งบริษัทสามารถจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนได้ถึง 4.5%

ทางด้านบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน)หรือ UMS เป็นหุ้นขนาดเล็กในกลุ่มพลังงานที่น่าสนใจของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคายังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมาเท่าที่ควร อีกทั้งหุ้นพลังงานถือว่าเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากของนักลงทุน
สำหรับหุ้นตัวสุดท้ายที่คาดว่า จะเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ ILINK เนื่องจากได้รับผลดีจากงานต่างๆ ที่รัฐบาลได้มีการกระตุ้นออกไปในส่วนของการรับเหมาวางระบบเครือข่ายไฟฟ้า ทั้ง คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม รวมถึงงานโครงการที่เกี่ยวกับสายเคเบิ้ล

ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทยในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะยังคงมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากในช่วงนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังมองหาตลาดลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะย่านเอเชีย ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยเนื่องจากตลาดหุ้นดาวโจนส์ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐก็เริ่มได้รับความสนใจน้อยลง เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะปรับลงได้อีกอย่างมาก 0.25% ทำให้ตลาดตราสารหนี้ไม่มีความน่าสนใจ

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีปัจจัยที่เป็นตัวชี้นำและส่งผลกระทบต่อจิตวิทยการลงทุนอยู่ เช่น ปัจจัยทางการเมือง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศยังประสบปัญหา แต่ในอนาคตข้างหน้ามองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะมีผลดีมากขึ้น เช่น โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ

ศ. 9 พฤษภาคม 2551
สมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) จะมาเล่าฟังถึงแผนงานปี 2551

และในอนาคตที่จะสนับสนุนฐานธุรกิจให้ขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมเผยความได้เปรียบในการดำเนินงาน

เมื่อเทียบกับผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่น

Stock in Focus ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.00 น.

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด
(มหาชน) (BLS) กล่าวในงานสัมมนา ‘วิเคราะสูตรลงทุนหุ้น Small Cap’ ว่า หุ้นขนาดเล็กที่มี
ความน่าสนใจและราคาหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้นไป รวมถึงมีการจ่ายปันผลในอัตราสูง มองว่ามีบริษัท
พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) (TPAC) เนื่องจาก TPAC จ่ายเงินปันผลถึง 8.3% อีก
ทั้งแนวโน้มธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ดีเนื่องจากการบริโภคในประเทศเติบโตขึ้นส่งผลให้มีการใช้บรรจุ
ภัณฑ์มากขึ้น ,บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) (DCC) เป็นอีกบริษัทที่น่าสนใจเนื่องจาก
มีการจ่ายปันผลทุกไตรมาส ในอัตราผลตอบแทน 7.5% อีกทั้งคาดว่าปีนี้จะมีกำไร 671 ล้าน
บาท ซึ่งถือว่าเติบโตดีตามการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (KH) คาดว่าจะได้รับผลดีจากรายได้
ด้านเงินประกันสังคม เนื่องจากประชากรไทยมีโครงสร้างประชากรสูงวัยมากขึ้น แม้ว่าจะมีการ
จ่ายปันผล 4% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่แนวโน้มกำไรยังน่าสนใจ ,บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น
จำกัด (มหาชน) (TRC) คาดว่าปีนี้กำไรจะเติบโตอย่างโดดเด่นประมาณ 296 ล้านบาท จากปี
ก่อนมีกำไร 96 ล้านบาท เพราะปีนี้มีงานทั้งในและต่างประเทศเข้ามามาก ส่วนอัตราปันผลอยู่ที่
4.5%
และ บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน)(UMS) เป็นหุ้นขนาดเล็กในกลุ่ม
พลังงานที่น่าสนใจ เนื่องจากราคายังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมา อีกทั้งหุ้นพลังงานถือว่าเป็นหุ้นที่ได้รับ
ความสนใจอยู่แล้ว

TRC คว้างานท่อก๊าซ NGV ปตท.อีก 253.8 ล้านบาท “สมัย”ระบุบุ๊ครายได้ปีนิ้ 70-80%หนุนแบ็กล็อกเป็น 2,300 ล้านบาท มั่นใจรายได้ปีนี้ 2,400 ล้านบาท โบรกฯแนะถึงช่วงเก็บหุ้นราคาถูกลุ้นรีบาวน์เป้าหมาย 6.10 บาท

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC เปิดเผยกับ”ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า บริษัทได้รับก่อสร้างโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)หรือ PTT จำนวน 2 โครงการมูลค่ารวม 253.8 ล้านบาทโดยโครงการ CO2 Removal Unit เป็นการติดตั้งระบบ CO2 เพื่อปรับปรุงคุณภาพก๊าซที่โรงไฟฟ้าบางประกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยปตท.จะขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)มูลค่า 159.8 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 10 เดือน (เม.ย.51-ม.ค.52)

ส่วนโครงการ NGV 5 Station Natural Gas Pipeline Project เป็นงานวางท่อเข้าสถานีบริการเอ็นจีวี 5 สถานี ที่กรุงเทพ,ฉะเชิงเทรา และนครปฐม มูลค่า 94ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 120 วัน (พ.ค.-ส.ค.51)

ทั้งนี้คาดว่ารายได้จาก 2 โครงการดังกล่าวจะสามารถบุ๊ครายได้ภายในปีนี้ประมาณ70-80% ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (แบ็กล็อก) เป็น 2,300 ล้านบาท ดังนั้นมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ 2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1,607 ล้านบาท

โครงการแรกจะเสร็จภายในปีนี้ส่วนอีกโครงการเป็นปีหน้า ก็ทยอยบุ๊ครายได้ ส่วนไตรมาส 2 คงบุ๊คได้แค่ 10-20% น่าจะบุ๊คภายในปีนี้ประมาณ 70-80% ที่เหลือเป็นปีหน้า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรามีงานเข้ามาเยอะมาก ตามการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี“นายสมัยกล่าว

อย่างไรก็ดีขณะนี้บริษัทเริ่มประมูลงานในต่างประเทศบ้างแล้ว ล่าสุดบริษัทซื้อแบบประมูลงานก่อสร้างท่อก๊าซ ประเทศโอมาน มูลค่าโครงการ 20-30 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่เห็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศชัดเจนเนื่องจากบริษัทเพิ่งเริ่มทดลองรับงานในต่างประเทศ แต่เชื่อว่าภายในปีหน้าจะต้องเห็นรายได้จากต่างประเทศชัดเจนมากขึ้นแน่นอน

โดยก่อนหน้านี้บริษัท ได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นมา เพื่อรองรับงานจากต่างประเทศแล้วทั้ง TRC International Limited จัดตั้งที่ฮ่องกง และล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท TRC Investment Limited ขึ้นเพื่อให้เป็นฐานรองรับการรับงานจากต่างประเทศของบริษัทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือรวมถึงเป็นที่ยอมรับมากขึ้นโดยเฉพาะที่ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเชียพลัสกล่าวว่าปัจจุบันราคาหุ้น TRC ปรับลดลงจากระดับ 6.50 บาท ล่าสุด (30 เม.ย.)ลงมาอยู่ที่ 5.80 บาท ส่งผลให้เป็นช่วงที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อหุ้นดังกล่าวได้ในช่วงนี้ โดยแนะนำทยอยซื้อสะสม เนื่องจากเชื่อว่าหุ้นมีโอกาสรีบาวน์ขึ้นอีก ให้แนวต้านที่ 6.00 บาท แนวรับ 5.70 บาท

“ผมมองว่าตอนนี้ราคาหุ้น TRC อ่อนตัวลง ถือว่าเป็นจังหวะที่สามารถเข้าซื้อได้ บริษัทมีอนาคตที่ดี เติบโตตามกลุ่มรับเหมาและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสรีบาวน์ โครงการ ปตท.ส่วนใหญ่ TRC ก็ได้รับอยู่แล้ว ที่จริงหุ้นตัวนี้อนาคตดีอยู่แล้ว”นักวิเคราะห์ กล่าว

ด้านบล.โกลเบล็ก ระบุว่า จากแบ็กล็อกที่ส่วนใหญ่ TRC จะมีกำหนดส่งมอบในปีนี้และปี 52 นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้งานก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเข้าประมูลงานของปตท.ทำให้ภาพรวมรายได้ในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดรายได้ปีนี้ประมาณ 2,138 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน

ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของรายได้ เนื่องจาก TRC ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าจ้างจึงไม่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยปีนี้เราคาดกำไรสุทธิประมาณ 137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ TRC เห็นว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคตและมีการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในปีนี้ถึง 33% เพื่อสะท้อนถึงอัตราการเติบโตดังกล่าว เราจึงกำหนดระดับ P/E ในปีนี้ที่ 15 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมหลังจากปรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจ่ายหุ้นปันผลและแจกวอร์แรนต์ให้พนักงาน ในปี 51 ที่ 6.10 บาท

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/search_detail.aspx?cid=15073&gid=15

EGCO ลั่นโรงไฟฟ้าแก่งคอย2-BLCP หนุนรายได้-กำไร Q1 ปีนี้สูงกว่าปี 50 ขณะที่สัปดาห์ก่อนเซ็นเอ็มยูร่วมกับ TRC และ PTT ลุยศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้า SPP ขนาด 45 เมกะวัตต์ ที่นิคมฯ ลาดกระบัง พร้อมเดินหน้าประมูลโรงไฟฟ้า IPP ที่เวียดนาม

นายวิศิษฎ์ อัครวิเนค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 1/51 จะออกมาดีกว่าไตรมาสที่ 1/50 เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ทั้ง 2 เฟสเข้ามาเต็มที่ และมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า BLCP ค่อนข้างดี โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สั่งจ่ายไฟฟ้าเต็มอัตราค่าความพร้อมจ่ายไฟ 85% อีกทั้งรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าระยองและโรงไฟฟ้าขนอมลดลงไม่ถึง 2% ซึ่งต่ำกว่าเดิมที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 5-6% ทำให้รายได้ในไตรมาสที่ 1/51 อยู่ในระดับดี

ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อศึกษารายละเอียดและความเป็นไปในการลงทุนในโครงการรับซื้อโรงไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (SPP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง) ขนาดกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท โดย EGCO ถือหุ้น 35% PTT ถือหุ้น 35% และ TRC ถือหุ้น 30% ทั้งนี้ถ้าการศึกษามีความเป็นไป คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณไตรมาสที่ 4 ปีนี้

นอกจากนี้ปลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นซองประมูลรอบแรกโครงการรับซื้อไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน NGHI SON 2 ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น 2 ยูนิต ยูนิตละ 600 เมกะวัตต์ มูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายการลงทุนรองรับการเติบโตของรายได้ให้ต่อเนื่องไปถึงปี 2554 และปี 2555 หลังจากโครงการดังกล่าวได้มีการเลื่อนเปิดซองประมูลรอบแรกมาจากสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โครงการดังกล่าว EGCO จะร่วมทุนกับบริษัท วันเอ็นเนอร์จี้ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ EGCO และบริษัทพันธมิตรที่เวียดนาม ซึ่งคาดว่าสัดส่วนการลงทุนจะเป็น 25%, 60% และ15% ตามลำดับ

นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งคงเป้าหมายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 10,939 ล้านบาท และกำลังการผลิตไฟฟ้าในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4,100 เมกะวัตต์ จากปีก่อนที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 3,750 เมกะวัตต์ โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ทั้ง 2 เฟส ที่เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา และโรงไฟฟ้าอื่นๆ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเต็มที่

ปีนี้บริษัทได้มุ่งประมูลงานโรงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า โดยมีเป้าหมายจะลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศในสัดส่วน 30% จากเดิมอยู่ที่ 20% และลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศ 70% จากเดิมอยู่ที่ 80% เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัทมากขึ้นในอนาคต หลังจากพลาดการประมูล IPP ในประเทศ และมองว่าการเติบโตในประเทศเริ่มจำกัด นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งประมูลงานโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติในประเทศ เช่น พลังงานลม ขยะ และชีวมวล เพื่อเสริมรายได้ของบริษัทในปี 2554-2556

อย่างไรก็ตามในการลงทุนโรงไฟฟ้าน้ำอูที่ประเทศลาวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทางฟิโนโฮโดรจากจีน เพื่อศึกษารายละเอียดและความเป็นไปในได้ในการลงทุน โดยเบื้องต้นคาดว่าบริษัทจะลงทุนในสัดส่วน 20% จีน 75% และลาว 5% ส่วนโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่าปลายปีนี้น่าจะสรุปได้ หลังจากนั้นไตรมาส 2 ปีหน้าจะเริ่มก่อสร้าง และเริ่มรับรู้รายได้ในปลายปี 2557 หรือต้นปี 2558 ขณะที่โครงการน้ำเทิน 2 จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2551 ส่วนการโรงไฟฟ้าเกาะกงในประเทศกัมพูชา หลังเซ็น MOU แล้ว ขณะนี้กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.

ทันหุ้น-TRCคว้างานPTT เพิ่ม2โครงการมูลค่ารวม 253.8 ล้านบาท ดันBack Log เพิ่มเป็น 2,300 ล้านบาท ด้าน สมัย ลี้สกุล เปิดกลยุทธ์เดินเกมรุกประมูลงานปิโตรเคมี หวังดันมาร์จิ้นเพิ่ม มองเห็นลู่ทางคู่แข่งในตลาดน้อย ขณะที่แผนขยายงานด้านปิโตรเคมีเครือปตท.ระยะ5 ปี มีเม็ดเงินสูงกว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมระบุพ.ค.-มิ.ย.รอลุ้นงานเพิ่มอีก2-3 โครงการ มูลค่า 2,000 – 3,000 ล้านบาท

นายสมัย ลี้สกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TRC กล่าวว่า บริษัทได้รับงานรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ จำนวน 2 งาน จากบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)คิดเป็นมูลค่ารวม 253.8 ล้านบาท โดยลักษณะงานเป็นโครงการติดตั้งระบบCO2 เพื่อปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปตท.จะขายให้การไฟฟ้า ภายใต้ชื่อโครงการ CO2 Removal Unit ที่โรงไฟฟ้าบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่างานของบริษัทฯ 159,800,000 บาท โดยมีระยะเวลาก่อสร้าง ประมาณ 10 เดือน (เมษายน 2551 – มกราคม 2552) และโครงการวางท่อก๊าซเข้าสถานีบริการเอ็นจีวี 5 สถานี ชื่อโครงการ NGV 5 Station Natural Gas Pipeline Project ที่ตั้งโครงการ กรุงเทพ ฉะเชิงเทรา และนครปฐม มูลค่างานของบริษัทฯ 94,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง ประมาณ 120 วัน (พฤษภาคม – สิงหาคม 2551)

ทั้งนี้ จากงานใหม่ที่เข้ามาส่งผลให้บริษัทมีมูลค่างานในมือ(Back Log) ล่าสุดอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท ซึ่งภายในเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้บริษัทเตรียมที่จะเข้าประมูลงานบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมี 2-3 โครงการซึ่งคิดเป็นมูลค่า 2,000 – 3,000 ล้านบาท สาเหตุที่บริษัทหันมารับงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากขึ้น เนื่องจากงานรับเหมาประเภทดังกล่าวเป็นงานเร่งด่วน และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเฉลี่ยเพียง 6-12 เดือนเท่านั้น ขณะที่งานปิโตเคมีมีมาร์จิ้นสูง โดยปัจจุบันบริษัทมีมาร์จิ้นอยู่ที่ 15-18% จากปีก่อน 15%

ขณะที่มูลค่างานในตลาดด้านปิโตรเคมีในกลุ่ม PTT ที่มีแผนการขยายธุรกิจภายในระยะเวลา5 ปี มีเม็ดเงินประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท หรือใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาทต่อปี
ส่วนกรณีการขายหุ้นในโครงการราชเพลินในสัดส่วน 35% ให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศนั้น นายสมัย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปจบได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนเม็ดเงินที่จะรับรู้เข้ามาจากการขายหุ้นดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 -200 ล้านบาท โดยจะบุ๊คเข้ามาเป็นกำไรในงบปี2551นี้ ส่งผลให้ในปีนี้บริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 96 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท จากปีก่อนที่1,600 ล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า จากกราฟสัญญาณทางเทคนิคในหุ้นTRC ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพักฐาน ดังนั้นหากจะเข้าไปลงทุนหรือเก็งกำไรแนะนำให้รอจังหวะเข้ามาทยอยซื้อสะสม ระหว่างกรอบแนวรับที่5.60 บาท และ 5.50 บาท ตามลำดับ ขณะที่แนวต้านให้ไว้ที่ 6 บาท และ 6.60 บาท ตามลำดับ

ที่ TRC-FIN 016/2551
                                            วันที่ 29 เมษายน 2551

เรื่อง     ได้รับโครงการติดตั้งระบบ CO2 และ โครงการวางท่อก๊าซเข้าสถานีบริการเอ็นจีวี จากปตท. มูลค่ารวม 253.8
         ล้านบาท

เรียน     กรรมการผู้จัดการ
         ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

         บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งให้ทราบว่า บริษัทฯ ได้รับหนังสือสนองจ้างจาก
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ 2 งาน มูลค่ารวม 253.8 ล้านบาท
ต่อไปนี้
         1. โครงการติดตั้งระบบ CO2 เพื่อปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ
         ชื่อโครงการ            :         CO2 Removal Unit
         ลักษณะโครงการ     :งานติดตั้งระบบ CO2 เพื่อปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ ที่ปตท.จะขายให้การไฟฟ้า
         ที่ตั้งโครงการ          :        โรงไฟฟ้าบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
         มูลค่างานของบริษัทฯ:        159,800,000 บาท
         ระยะเวลาก่อสร้าง    :         ประมาณ 10 เดือน (เมษายน 2551 – มกราคม 2552)        

         2. โครงการวางท่อก๊าซเข้าสถานีบริการเอ็นจีวี 5 สถานี
         ชื่อโครงการ            :        NGV 5 Station Natural Gas Pipeline Project
         ลักษณะโครงการ     :       งานวางท่อเข้าสถานีบริการเอ็นจีวี 5 สถานี
         ที่ตั้งโครงการ          :        กรุงเทพ ฉะเชิงเทรา และนครปฐม
         มูลค่างานของบริษัทฯ:        94,000,000 บาท
         ระยะเวลาก่อสร้าง    :         ประมาณ 120 วัน (พฤษภาคม – สิงหาคม 2551)        

        จึงเรียนมาเพื่อทราบ

                                                 ขอแสดงความนับถือ

                                                  (นายสมัย ลี้สกุล)
                                               ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

…หลายคนคงรู้จักกระดานNVDRดีว่าเป็น ที่ที่ใช้ซื้อขายของฝรั่ง …

…แต่ปัจจุบัน มีรายใหญ่ นิยมใช้ NVDRในการพรางตัว เพื่อไม่ให้ใครทราบที่มา…

…อาจปลอมชื่อ เป็นฝรั่ง เป็นเจ๊กจีน อะไรก็ได้ ซื้อขายกันหวือหวา แต่ตรวจสอบไม่ได้…

…ที่ผ่านมา TRCมีการเทรดผ่านNVDRน้อยมาก หลักหมื่นหุ้น บางวันก็ไม่มี…

…แต่เมื่อวันศุกร์ มีการขายออก300,000หุ้นและเมื่อวานอีก200,000หุ้น…

…ลักษณะการทิ้ง จะตั้งขู่Offer หลายแสนในช่องแรก เพื่อให้คนที่กลัวโยนที่bid…

 

…หากคนที่ไม่ทราบข้อมูลว่า เกิดอะไรขึ้น ก็จะทิ้งตาม …

…อยากชี้แจงว่า เท่าที่ผมมีข้อมูล TRCไม่มีข่าวร้ายใดๆแถมมีข่าวดีรออยู่ด้วย…

…สำหรับคนที่เดาว่า ลงเพราะกลัวหุ้นปันผลจะเข้า…

…ขอชี้แจง2ข้อ คือ …

…1.เร็วเกินไปที่จะรับข่าวตั้งแต่ป่านนี้ เพราะหุ้นปันผลจะเข้าวันที่23พค.51 คือ อีกเกือบเดือน…

…2.ไม่ต้องกลัวการdilute เพราะบริษัททราบกำไรล่วงหน้าว่า ไม่มีผลกระทบ…

 

…ถ้าจำกันได้ ข่าวราชเพลิน ที่ขายกันไปเรียบร้อยแล้ว รับเงิน589ล้าน ในส่วนTRC35%รับ205ล้าน…

…หากเทียบค่าใช้จ่ายเท่าZelanก็จะมีกำไรถึง155ล้านบาท…

…TRC กำไรปี50 95.9 ล้านบาท จำนวนหุ้นก่อนXM 256,666,615หุ้น…

…คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.43 บาท …

…ปีนี้ แค่กำไรจากราชเพลินงานเดียว กำไร155ล้านบาท จำนวนหุ้นหลังXM  337,699,934หุ้น…

…คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.48บาท …

…ยังไม่นับรวมกำไรในQ1 ที่รอประกาศอีก ซึ่งไม่ต่ำกว่าปีที่แล้วที่ทำไว้18ล้านบาท หรือ0.12บาทต่อหุ้น…

 

…ดังนั้น การลงในครั้งนี้ เป็นเพียงเกมส์ของรายใหญ่ ซึ่งเป็นปกติที่มักจะหมุนเข้าๆออกๆหุ้นเพื่อเก็งกำไร…

…โดยเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานดี แต่การจะเก็บของให้ได้ที่ราคาต่ำๆ ก็ต้องใช้วิธีทุบเอาแบบนี้ เป็นbasicทั่วไป…

…เราที่เป็นนักลงทุนVI จึงไม่ควรให้ความสนใจ หรือ ไปขายตาม เข้าทางเค้า…

…และให้เข้าใจว่า BIG4ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายหุ้นออกมา เพราะปีนี้ บริษัทน่าจะเติบโตได้เท่าตัวได้อีก…

…สำหรับปีหน้า บริษัทยังมีbacklogที่มากพอ และที่สำคัญ งานในต่างประเทศ ทั้งที่ โอมาน อิสราเอล ไนจีเรีย…

…จะสร้างกำไรที่ดี เพิ่มเติมจากงานในประเทศได้อีกหลายปี…

annreport2007

 

…D/L ได้ที่นี่ครับ http://www.yesicans.com/AnnualReport2007.pdf …

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด
(มหาชน) (TRC) แจ้งมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี2551 ซึ่งประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 25
เมษายน 2551 โดยมีผู้ถือหุ้นที่มาประชุมด้วยตนเอง และผู้ที่ได้รับมอบฉันทะเข้าประชุมรวม
58 คน นับจำนวนหุ้นได้ 147,782,948 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 57.58 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย
ทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติดังนี้

1. มีมติรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 9เมษายน 2550

2. มีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลการดำเนินงานประจำปี 2550
และ อนุมัติรายงานประจำปีของคณะกรรมการ

3. มีมติอนุมัติงบดุล และงบกำไรขาดทุนของบริษัทฯ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี
2550 สิ้นสุด ณ วั น ที่ 31 ธั น วาคม 2550 ที่ ผ่ า นการตรวจสอบจากผู้ ส อบบั ญ ชี รั บ อนุ
ญ าตของบริ ษั ท ฯ แล้ ว สรุ ป สาระสำคัญของผลการดำเนินงานและฐานะการเงินได้ดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ปี 2550 (งบรวม) ปี 2549
สินทรัพย์รวม 1,028.65 408.8
หนี้สินรวม 430.38 161.8
ส่วนของผู้ถือหุ้น 598.27 246.9
รายได้รวม 1,607.06 736.9
กำไรสุทธิ 95.91 50.8
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.72 เท่า 0.66เท่า
กำไรต่อหุ้น (บาทต่อหุ้น) 0.43 0.34

4. มีมติอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผลสำหรับ
ผลการดำเนินงานประจำปี 2550 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล ดังนี้
– กำไรสุทธิประจำปี 2550 ของบริษัทฯ 92,659,915 บาท
– จัดสรรกำไรสุทธิร้อยละ 5 เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย 4,632,996 บาท
– จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ 73,333,319 บาท
– จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด 8,148,147 บาท
การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวบริษัทฯ จะจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตรา 7 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 2 หุ้นปันผล หรือ
คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.28571 บาท (ศูนย์จุดสองแปดห้าเจ็ดหนึ่งบาท)
โดยคำนวณมูลค่าจากราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท รวมเป็นหุ้นปันผลจำนวนทั้งสิ้น 73,333,319หุ้น
กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ณ วันศุกร์ที่ 4 เมษายน2551
เวลา 12.00 น. ทั้งนี้ ในกรณีที่หุ้นปันผลที่คำนวณได้ออกมาเป็นเศษหุ้นน้อยกว่า 1 หุ้น ให้
จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดแทน กำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2551
โดยมีรายละเอียดการจ่ายหุ้นปันผลและเงินสดปันผลดังนี้
1. มูลค่าเงินสดปันผล 0.03174 บาท/หุ้น
หัก ภาษี ณ ที่จ่าย 0.00317 บาท/หุ้น
เงินสดปันผลสุทธิ 0.02857 บาท/หุ้น
2. มูลค่าหุ้นปันผล 0.28571 บาท/หุ้น
หัก ภาษี ณ ที่จ่าย 0.02857 บาท/หุ้น
หุ้นปันผลรับสุทธิ 0.25714 บาท/หุ้น

5. มีมติอนุมัติการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษหรือโบนัสสำหรับผลการดำเนินงานปี 2550 ให้กับ
กรรมการที่มิได้ เป็นกรรมการบริหารของบริษัทฯ ผู้ดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550
จำนวน 4 ท่าน คือ กรรมการตรวจสอบ 3 ท่าน (รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รศ.พิเศษ เสตเสถียร และ
รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตร วัฒน์) และพล.ต.ต.จรัมพร สุระมณี ในอัตราท่านละ 100,000 รวม
เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 400,000 บาท ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนในครั้งนี้ทำให้ค่าตอบแทน
กรรมการรวมสำหรับปี 2550 เท่ากับ 1.075 ล้านบาท (ไม่รวมโบนัสกรรมการสำหรับปี 2549
ซึ่งจ่ายในปี 2550) ซึ่งยังคงอยู่ในวงเงินค่าตอบแทนกรรมการที่ ได้ รั บ อนุ มั ติ จ ากที่ ป ระชุ
ม สามั ญ ผู้ ถื อ หุ้ น ประจํ า ปี 2550 ที่ กํ า หนดวงเงิ น ค่ า ตอบแทนไว้ ที่ ไ ม่ เ กิ น
2,000,000 บาท (ไม่รวมเงินเดือนประจำของกรรมการบริหารซึ่งได้รับค่าตอบแทนในรูปของ
เงินเดือน ประจำ)

6. มีม ติ อ นุมัติ ให้ แ ต่ งตั้ งกรรมการที่พ้ นตำ แหน่งตามวาระทั้ง 3 ท่าน คือ
(1) นายสมัย ลี้สกุล (2) นาย ไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ และ (3) พล.ต.ต. จรัมพร สุระมณี
กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ อีกวาระหนึ่ง

7. มีมติอนุมัติวงเงินรวมของค่าตอบแทนกรรมการปี 2551 ไม่เกิน 6 ล้านบาท (ไม่รวมเงินเดือน
ประจำของ กรรมการบริห าร ซึ่ง ได้ รั บ ค่ า ตอบแทนในรู ป ของเงิน เดื อ นประจำ)
โดยรูปแบบและอั ต ราการจ่า ย ค่าตอบแทนกรรมการเปรียบเทียบกับปีก่อน แสดงได้ดังนี้
ปี 2551 (ปีที่เสนอ) ปี 2550
วงเงินค่าตอบแทนกรรมการ 6,000,000 บาท 2,000,000 บาท
รูปแบบและอัตราการจ่ายค่าตอบแทน
ค่าตอบแทนรายเดือน
– ประธานกรรมการ 281,000 บาทต่อเดือน ไม่มี เนื่องจากรวมอยู่ในค่าตอบแทนผู้บริหาร
– ประธานกรรมการตรวจสอบ 25,000 บาทต่อเดือน 20,000 บาทต่อเดือน
– กรรมการตรวจสอบ 2 ท่าน 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน
– กรรมการที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหาร 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน ไม่มี
(มีแต่ค่าเบี้ยประชุม)
– กรรมการที่เป็นกรรมการบริหาร 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน ไม่มีค่าเบี้ยประชุม
กรรมการที่ไม่ใช่กรรมการตรวจสอบ และไม่ใช่ ไม่มี 15,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
กรรมการบริหาร การเข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ วงเงินค่าตอบแทนกรรมการปี 2551 สูงกว่าปี 2550 ซึ่งกำหนดไว้ 2 ล้านบาท
เนื่องจาก ในปีก่อน ค่าตอบแทนของประธานกรรมการมิได้รวมอยู่ในวงเงินค่าตอบแทนกรรมการ
สาเหตุ 2000 จาก ประธานกรรมการได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร และได้รับเงินเดือนใน
ฐานะผู้บริหาร จึงมิได้รวมเงินเดือนอยู่ ในค่า ตอบแทนกรรมการแต่อย่างใดแต่ในปี 2551
ประธานกรรมการมิได้ดำรงตําแหน่งกรรมการบริหารแล้ว

8. มีมติอนุมัติแต่งตั้งนางสาวรุ้งนภา เลิศสุวรรณกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 3516 และ/
หรือ นายโสภณเพิ่มศิริวัลลภ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 3182 บริษัท สำนักงานเอินสท์ แอนด์
ยัง จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ประจำปี 2551 โดยกำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 2551
รวมเป็นเงินไม่เกิน 850,000 บาท ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีทั้งสองท่านไม่มีความสัมพันธ์หรือส่วนได้เสีย
กับบริษัทฯ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว รวมถึงไม่มีรายการที่ก่อ
ให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทฯ แต่อย่างใด

9. มีมติอนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 256,666,667 บาท เป็น
256,666,615 บาท โดยตัดหุ้นสามัญที่ยังไม่ได้ออกจำหน่ายจำนวน 52 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ
1.00 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 52 บาท เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายมหาชนจำกัด
กำหนดพ.ศ. 2535

10. มีมติอนุมัติให้แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4. ของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุน
จดทะเบียน
ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน 256,666,615 บาท
สองร้อยห้าสิบหกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยสิบห้าบาท
แบ่งออกเป็น 256,666,615 หุ้น สองร้อยห้าสิบหกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยสิบห้าหุ้น
มูลค่าหุ้นละ 1.00 บาท (หนึ่งบาท)โดยแบ่งออกเป็น

หุ้นสามัญ 256,666,615 หุ้น สองร้อยห้าสิบหกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยสิบห้าหุ้น
หุ้นบุริมสิทธิ – ไม่มี – หุ้น (-)

11. มีมติอนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ และ/หรือ
บริษัท ย่อย ให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อย ตามโครงการ ESOP
จำนวน 7,700,000 หน่วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงจูงใจและตอบแทนการปฏิบัติงานของ
กรรมการและ พนักงานของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย และเพื่อให้บุคคลดังกล่าวมีความตั้งใจ
ในการทำงาน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่บริษัทฯ อันจะส่งผลทางอ้อมต่อประโยชน์โดยรวม
ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กรรมการและพนักงาน ให้ทำงานกับ
บริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อยต่อไปในระยะยาวอันจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานและการดำเนินธุรกิจ
ของบริษัทฯ ในอนาคต โดยมี รายละเอียด เบื้องต้นของใบสำคัญแสดงสิทธิฯ ดังนี้

ประเภท: ใบสําคัญแสดงสิท ธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษั ทฯระบุชื่อ
ผู้ถือและไม่สามารถเปลี่ยนมือได้
จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ: 7,700,000 หน่วย
(คิดเป็นร้อยละ 3.00 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว)
การเสนอขาย: ภายในระยะเวลา 1 ปี นั บ จากวั น ที่ สํ า นั ก งาน ก.ล.ต. อนุมัติการออก
ใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งนี้ (บริษัทฯ ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ที่แน่นอน
ได้ในขณะนี้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับวันที่ที่สํานักงาน ก.ล.ต. อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งนี้)
วิธีพิจารณาการจัดสรร: คณะกรรมการบริษัท ฯเป็นผู้จัดสรรใบสำคัญ แสดงสิทธิให้
แก่กรรมการ และ/หรือพนักงานของบริษัทฯและ/หรือ บริษัทย่อย โดย
ไม่ผ่านผู้รับช่วงซื้อ หลักทรัพย์ และพิจารณาจัดสรรตามความเหมาะสมจากตำแหน่งหน้าที่งาน
ความรับผิดชอบที่มีต่อบริษัทฯ อายุงาน ประสบการณ์ ผลประโยชน์ที่จะ
นำมาสู่บริษัทฯในอนาคต คณะกรรมการของบริษัทฯและ/หรือประธาน
คณะกรรมการบริษัทฯจะเป็นผู้กำหนด รายละเอียดและขั้นตอนของการ
จัดสรรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวตลอด
จนการดำเนินการขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอำนาจใน
การ ดำเนินการใด ๆ ตามที่จำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการออกใบสำคัญ
แสดงสิทธิดังกล่าว (ไม่มีกรรมการหรือพนักงานคนใดได้รับการจัดสรร
เกินกว่าร้อยละ 5 ของใบสำคัญแสดงสิทธิที่ออกทั้งหมด)
วันที่จัดสรร: ยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับวันที่ที่สำนัก
งาน ก.ล.ต.อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งนี้
อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ: 3 ปี นับแต่วันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ
ราคาเสนอขาย: ไม่มีมูลค่า หน่วยละ 0 บาท (ศูนย์บาท)
ราคาใช้สิทธิ: 5.43 บาท ซึ่งเป็นราคาส่วนลดร้อยละ 10 จากราคาตลาดของหุ้น
(ราคาปิด) เฉลี่ย 7 วัน นับแต่วันก่อนประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งนี้ คำนวณราคาเฉลี่ยได้เท่ากับ 6.03 บาท
อัตราการใช้สิทธิ: ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย ต่อ 1 หุ้นสามัญ
จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ 7,700,000 หุ้นสำรองไว้เพื่อรองรับการใช้สิทธิ:
ระยะเวลาใช้สิทธิ: ทุก 3 เดือน โดยคณะกรรมการและ/หรือประธานคณะกรรมการ
บริษัทฯ จะเป็นผู้กำหนดวันที่สามารถใช้สิทธิครั้งแรกตามความเหมาะ
สม และวันที่สามารถใช้สิทธิครั้งต่อๆ ไป จะกำหนดให้เป็น 3 เดือนหลังจากวันใช้สิทธิครั้งก่อนหน้า

วันใช้สิทธิครั้งแรก: 1 ปี หลังจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ บริษัทฯยังไม่สามารถ
กำหนดวั น ที่ ที่ แ น่ น อนได้ ใ นขณะนี้ เ นื่ อ งจากขึ้ น อยู่ กั บ วั น ที่
ที่ สํ า นั ก งาน ก.ล.ต. อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งนี้
วันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย: บริษัทฯยังไม่สามารถกำหนดวันที่ที่แน่นอนได้ในขณะนี้เนื่อง
จากขึ้นอยู่กับวันที่ที่สำนักงาน ก.ล.ต. อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ
ครั้งนี้สัดส่วนการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ
การใช้สิทธิครั้งที่ 1:สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 12.50
ของบริษัทฯ: ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญ
แสดงสิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ
การใช้สิทธิครั้งที่ 2 : สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ25.00
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1)
การใช้สิทธิครั้งที่ 3: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ37.50
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง 2)
การใช้สิทธิครั้งที่ 4: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ50.00
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง 3)
การใช้สิทธิครั้งที่ 5: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ62.50
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง 4)
การใช้สิทธิครั้งที่ 6: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 75.00
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง 5)
การใช้สิทธิครั้งที่ 7: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ87.50
ของใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญแสดง
สิทธิแต่ละคนได้รับจัดสรรจากบริษัทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากการใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง 6)
การใช้สิทธิครั้งที่8 เป็นต้นไป: สามารถใช้สิทธิสะสมรวมกันได้ร้อยละ100.0
ขอใบสำคัญแสดงสิทธิทั้งหมดที่ผู้ถือใบสำคัญ
แสดงสิ ท ธิ แ ต่ ล ะคนได้ รั บ จั ด สรรจากบริ ษั ทฯ (รวมสิทธิที่ได้จากวันใช้สิทธิครั้งที่ 1 ถึง-7)

12. มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 256,666,615 บาท (สองร้อยห้าสิบ
หกล้านหกแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยสิบห้าบาท) เป็น 337,699,934 บาท (สามร้อยสามสิบเจ็ด
ล้านหกแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยสามสิบสี่บาท) โดยออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 81,033,319
หุ้น (แปดสิบเอ็ดล้านสามหมื่นสามพันสามร้อสิบเก้าหุ้น) มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท (หนึ่ง
บาท) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(1) เพิ่ ม ทุ น จดทะเบี ย นจํ า นวน 73,333,319 บาท โดยการออกหุ้ น สามั ญ จํ า นวน
73,333,319 หุ้ น สำหรับรองรับการจ่ายหุ้นปันผลแก่ผู้ถือหุ้นที่ชื่อในสมุดทะเบียนพักโอนหุ้นเพื่อ
สิทธิในการรับเงิน ปันผล ณ วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551
(2) เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 7,700,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญ จำนวน 7,700,000
หุ้น สำหรับ รองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญที่จะเสนอขายให้แก่
กรรมการและ พนักงานของบริษัทฯและ/หรือบริษัทย่อย
13. มีมติอนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4. ของบริษัทเพื่อให้สอดคล้องกับการ
เพิ่มทุนจด ทะเบียนดังกล่าวเป็นดังนี้
ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน 337,699,934 บาท
(สามร้อยสามสิบเจ็ดล้านหกแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยสามสิบสี่บาท)
แบ่งออกเป็น 337,699,934 หุ้น (สามร้อยสามสิบเจ็ดล้านหกแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยสามสิบสี่หุ้น)
มูลค่าหุ้นละ 1.00 บาท (หนึ่งบาท)โดยแบ่งออกเป็น
หุ้นสามัญ 337,699,934 หุ้น (สามร้อยสามสิบเจ็ดล้านหกแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยสามสิบสี่หุ้น)
หุ้นบุริมสิทธิ – ไม่มี – หุ้น (-)

14. มีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 81,033,319 หุ้น (แปดสิบเอ็ดล้านสามหมื่น
สามพันสาม ร้อยสิบเก้าหุ้น) มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท (หนึ่งบาท) โดยมีรายละเอียดดังต่อ
ไปนี้
14.1 จัดสรรหุ้นสามัญจำนวน 73,333,319 หุ้น เพื่อรองรับการจ่ายหุ้นปันผล
14.2 จัดสรรหุ้นสามัญจำนวน 7,700,000 หุ้น เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญ
แสดงสิทธิที่จะ
ซื้ อ หุ้ น สามั ญ ที่จั ด สรรให้ แ ก่ ก รรมการและพนั ก งานของบริ ษัท และ/หรือ บริ
ษั ท ย่ อ ย ตามโครงการ ESOP
15. มีมติให้สัตยาบันสำหรับการที่กรรมการและผู้บริหารของบริษัทฯ จำนวน 3 ท่าน* ผู้ซึ่ง
ตั้งแต่ปี 2550 ได้ไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่
ประกอบธุรกิจรับเหมา
ก่อสร้างเช่นเดียวกับบริษัทฯ
* ประกอบด้วย
ชื่อกรรมการและผู้บริหาร ตำแหน่งในทีอาร์ซี ตำแหน่งในสหการ
นายสมัย ลี้สกุล กรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการ และ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
นายไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์ กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กรรมการ
นายเจมส์ จอร์แดน เฟลมมิ่ง ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการ กรรมการ
โดยบริษัทฯ จะดำเนินการเผยแพร่รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2551 บน
เว็บไซต์ของบริษัทฯ (www.trc-con.com) ภายใต้หมวด Investor Relations ภายใน 14 วัน
หลังเสร็จสิ้นการประชุม

 

samai1

คอลัมน์ ทางเลือกทางรอด

โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ในแวดวงพลังงานชื่อของ “สมัย ลี้สกุล” เป็นที่รู้จักกันดี วันนี้เขาสามารถยืนอยู่ในแถวหน้าได้อย่างอาจหาญ แต่กว่าจะถึงวันนี้เขาเคยล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว ทว่าด้วยความรู้ความสามารถที่มีอยู่เต็มเปี่ยมบวกกับความมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อและได้รับกำลังใจที่ดีจากเพื่อนพ้องน้องพี่และคนรอบข้าง เขาจึงยืนอยู่ได้อย่างสง่างาม ทำให้บริษัททีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งในและนอกประเทศ มีผลกำไรก้อนโต

คุณสมัยก็เหมือนนักธุรกิจนักบริหารชื่อดังหลายคนที่เริ่มต้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทใหญ่อย่าง เชลล์ หลังเรียนจบวิศวอุตสาหการโรงงานจากจุฬาฯเมื่อปี 2518

ทำอยู่ 2 ปี ก็ย้ายไปที่บริษัทชิโนไทย เอ็นจิเนียรริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น 2 ปี จากนั้นออกมาทำธุรกิจของตัวเอง รับงาน processing โรงงานแรกคือ โรงงานน้ำหวานเฮลบลูบอยส์ ออกแบบและดีไซน์เครื่องจักร ปี 2538 รวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งบริษัท พอช่วง ปี 2540 เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง “คุณสมัย” ก็โดนกับเขาด้วย เพราะไปเซ็นค้ำประกันไว้ในวงเงินหลายพันล้าน มีปัญหาล้มละลาย จึงต้องหยุดบริหารไปพักหนึ่ง ช่วงนั้นก็รับจ็อบเป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมาธิการในสภา เป็นกรรมการของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ

TRC เป็นบริษัทหนึ่งที่คุณสมัยเข้าไปเป็นประธานที่ปรึกษาเมื่อปี 2548 ช่วงที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในงานวางระบบท่อ ติดตั้งระบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี TRC เติบโตเร็วมาก ปีที่แล้วคุณสมัยจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

คุณสมัยเล่าว่า TRC มีความชำนาญงานด้านท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน ลูกค้าหลักคือ ปตท. 7-8 ที่ผ่านมารับงานครั้งละประมาณ 100 กว่าล้าน แต่ดูแล้วบริษัทมีโอกาสความเติบโตค่อนข้างสูง จึงให้ขยายงาน แตกออกไปคือ 1.gas pipeline 2.processing plant รับงานที่ใหญ่ขึ้นมา งานที่ต้องทำ turn key คือ EPC ทำงานด้านวิศวะด้วย ดึงฝรั่งมาช่วยงานปรากฏว่าได้งานมา 500 กว่าล้านบาท ในปี 2549 ทำให้งานเจริญเติบโตได้เท่าตัว พอปี 2550 ก็ให้ขยายต่อ เพราะส่วนใหญ่รับงานด้าน mechanic แต่ที่ขาดคือ งานด้านโยธา ในปี 2549-2550 ก็รับงานแบบก้าวกระโดดมาตลอด จากที่เคยรับงานร้อยกว่าล้าน ปัจจุบันรับงานจบไป 1,600 ล้านบาท

ในปี 2551 คุณสมัยบอกว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำมากๆ คือ 1.เตรียมทายาท 2.เตรียมกำลังคน ต่อไปคืองานต่างประเทศ ซึ่งช่วงเป็นเลขาธิการสมาพันธ์ออกแบบและก่อสร้าง เมื่อ 5 ปีที่แล้วไปรับงานออกแบบและควบคุมงานเอเชี่ยนเกมส์ที่กาตาร์ วงเงินออกแบบและควบคุมงานกว่า 2,000 ล้านบาท เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ทำให้มองเห็นประสบการณ์ในต่างประเทศว่า ต่างประเทศเป็นตลาดที่โตมหาศาล

สำหรับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแพงและการเมืองไม่มั่นคง คุณสมัยยอมรับว่า กระทบบ้างแต่ก็มีวิธีจัดการบริหาร และสิ่งที่ทำควบคู่กันก็คือ สร้างเค้กให้โตขึ้นแล้วสร้างเค้กจากนอกประเทศ ถ้ารอในประเทศอย่างเดียวจะแย่ ซึ่งทีอาร์ซีมีโอกาสจะได้งานวางท่องก๊าซที่ประเทศโอมาน วงเงิน 800 ล้าน 4,000 ล้านบาท และถ้าเทียบกันแล้วการวางท่อก๊าซในเมืองไทยโครงการละ 100-200 ล้านบาท แต่ที่โอมานกำลังมองหาผู้รับเหมาขนาดกลางประมาณ 1,000-4,000 ล้านบาท ขณะที่คู่แข่งยังไม่เยอะเพราะผู้รับเหมาท้องถิ่นยังไม่แข็ง ผู้รับเหมารายใหญ่ก็ไม่อยากจะเข้า จึงทำให้ทีอาร์ซีมีโอกาสมากขึ้น
คุณสมัยพูดถึงธุรกิจนี้ในบ้านเราว่า งานด้านรับเหมาปิโตรเคมี น้ำมันและก๊าซมีไม่ถึงสิบราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ บริษัทไทยเช่น ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ชิโนไทย ซึ่งไม่มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่จะมองว่าควรจะปรับตัวเองอย่างไรให้ขึ้นมายืนแถวหน้า ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าได้งานมาเพราะสนิทกับ ปตท. แต่ต้องประมูลแข่งเหมือนบริษัทอื่นเช่นกัน

ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศจะแบ่งออกเป็นสองโซน โซนหนึ่งแถวบ้านใกล้เรือนเคียงคือ ลาว เวียดนาม เขมร พม่า โซนที่สองตะวันออกกลาง ซึ่งเขาเองมีประสบการณ์อยู่ที่นั่นแล้ว เช่นไปเสนองานที่โอมาน ที่อิสราเอล จะเจาะไปทีละประเทศ อีกจุดหนึ่งคือ แอฟริกาใต้ ประกอบกับทีอาร์ซีเป็น joint venture กับ ปตท.กับ EGCO ทางด้าน power plant และผลพวงจากการไปเทกโอเวอร์บริษัทสหการ ก็ทำให้ขยายงานได้มากขึ้น เพราะมีโครงการต่อเนื่องหลายพันล้านบาท ที่สำคัญ ปตท.ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่จะกระโดดเกาะไปด้วย

“ขณะนี้เราเป็นบริษัทไทยที่กระโดดขึ้นมาและสามารถทำงานแข่งกับบริษัทต่างชาติ มีงานสองงานที่เพิ่งจบไปเมื่อปีที่แล้ว งานหนึ่ง 2,000 ล้านบาท งานหนึ่งเป็นงานเดินท่อก๊าซไปที่โรงไฟฟ้าที่สระบุรี นี่เฉพาะค่าแรง เราต้องไปร่วมกับบริษัทในกลุ่มของ China National Petroleum เราประสบผลสำเร็จมาก เพราะทำงานเสร็จก่อนกำหนดระยะเวลา จากจุดนั้นกระโดดงานไปรับที่ 600 ล้านบาท ที่สงขลาคราวนี้ใช้ชื่อ TRC เดี่ยวๆ เราทำสำเร็จใน 8 เดือน มีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสเกลเดียวกับเราไม่ประสบผลสำเร็จ ตอนนี้กล้าพูดได้ว่าเราค่อนข้างเข้มแข็ง ประสบการณ์ที่สะสมมาสู้กับชาวบ้านได้ และคิดว่าจะไม่เป็นผู้รับเหมาอย่างเดียว เราอยากเป็นผู้พัฒนาโครงการไปด้วย”

เห็นความสำเร็จของ TRC ในวันนี้แล้ว ดีใจไปกับผู้ถือหุ้นทั้งหลายด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดบริษัทนี้ทำให้ต่างชาติได้รู้เห็นความสามารถของคนไทย ซึ่งสามารถแข่งขันกับเขาได้ในเวทีโลก

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01cho01260451&day=2008-04-26&sectionid=0144

day0408

…ขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่VI พันธ์แท้ และไม่ใช่ นักเทคนิค ตัวจริง…

…แต่ผมสนใจทั้งสองศาสตร์ แต่ไม่เก่งซักอย่าง555…

…ถ้าเป็นVIที่เก่งexcel access อย่างพี่ครรชิต ก็อาจกรองหุ้นโดยดูจากP/E ,P/BV,ROA,ROE…

…แต่ผมกรองโดยกราฟweek ถ้าข้องใจจึงจะขยายมาดูday หรือ60 นาทีเลย…

…หากเจอหุ้นที่ส่งสัญญานดี หุ้นทำนิวไฮพร้อมวอลุ่มอย่างน่าสนใจ ผมถึงจะเข้าไปดูพื้นฐานดังกล่าว…

…ดังนั้น ทุกสัปดาห์ ผมจึงต้องพึ่งกราฟจากefinancethaiนั่งไล่ทีละตัว…

 

…ช่วงนี้เห็นใจTRC Fanclubหลายๆท่านที่ยังทำใจเป็นVIไม่ได้ เจอสไตล์หุ้นบันไดเข้าไปถึงกับอึดอัด…

…หลายๆท่านอาจแอบขายทิ้ง หมุนไปเล่นตัวอื่น ไม่เป็นไรครับ ก็เงินท่าน วิจารณญานท่าน…

…แต่หลังจากผมได้สมัครเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ ทำให้ผมเข้าใจในหุ้นโดยเฉพาะTRCมากขึ้น…

…สมัยก่อน หุ้นตกๆผมจะร้อนใจ อยากขายทำรอบ แต่มาตอนนี้ กลับอยากช้อน เพราะยิ่งลง MOSยิ่งมากขึ้น…

…ผมอยู่กับTRCมาเกือบปี เริ่มชินกับเจ้าแล้วละครับ ไม่งั้น เค้าจะเรียก”หุ้นบันได”เร๋อ…

 

…หลายคนบอก อ้าว ถ้ารู้ว่ามันขึ้นแล้วจะลงมาซึมแบบนี้ ทำไมไม่ขายทำรอบละ…

…ผมเคยทำแล้วครับ ตอนsuprimeด้วย น่ากลัวกว่านี้สิบเท่า ผมยังพลาดเลย รีบคว้ากลับเกือบไม่ทัน…

…เลยตั้งปณิธานว่า ถ้าไม่ร้อนเงินจริงๆ จะไม่ขาย หรืออีกกรณีนึง คือ TRCแนวโน้มเริ่มเปลี่ยนแล้ว นั่นแหละครับ…

 

…ถ้าเรามาดูเทคนิคแบบปลาๆงูๆของผม จะเห็นว่า รายday หลังXM TRCขึ้นไป3แท่งชัดเจน

…แล้วตกลงมาครึ่งนึงของที่ขึ้น อันนี้เป็นเหมือนทฤษฎีลูกบอลครับ ขึ้นไป100% ตกมา50% แล้วอาจมีเด้ง

เส้นเฉลี่ยของbollingerก็แสดงให้เห็นว่า รับอยู่ มาตลอด ส่วนจุดกลับตัวที่สำคัญคือ…

Stochastic อยู่ที่ระดับoversold(ขายเว่อร์ไป)ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า20และ เริ่มงอขึ้น …

…บวกกับ dragonfly hammer (ชื่อเท่ห์จัง) แท่งหางยาวๆไม่มีตัวนะแหละ เป็น“สัญญานซื้อระยะสั้น“…

…วอลุ่มก็แฟบเอาๆ แถมมีการตั้งofferขู่อีก ไม่ยอมให้ขึ้น นั่นคือ สัญญานของ”การเก็บของ“…

 

… ถ้าผมมีตังค์ตอนนี้หรือขายไปก่อนหน้านี้ เจอแบบนี้ผมเตรียมลุยแล้วละครับ …

…แต่เดี๋ยวก่อน…หากคุณโทรมาใน20นาทีนี้…ม่ายช่าย…

…เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าหากวันจันทร์หลุดแนวรับตรงเส้นเฉลี่ย5.95 ลงไป ก็โบ่ยเงี่ย ไม่สวยแล้วละครับ…

…ได้แต่ รอคอยฟังข่าวดีจากบริษัท ซึ่งผมก็อมไว้เหมือนกัน รอขออนุญาตก่อน จะปล่อยมาให้ทราบ…

…ก็ลองดูว่า ผมจะทายถูกมั้ย เพี้ยง กลับตัวกลับใจทีเถิด เจ้าช่วยยกเท้าขึ้นนิด ลูกจะเอาตังค์ไปซื้อรถ…

นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น
จำกัด (มหาชน) (TRC) กล่าวว่า กับ eFinanceThai.com ว่า ในปีหน้าเชื่อว่าสัดส่วน
งานจากต่างประเทศจะมีการขยายตัวอย่างชัดเจน หลังจากที่บริษัทได้ลุยธุรกิจอย่าง
เต็มที่ในปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับงานจากต่าง
ประเทศแล้วทั้ง TRC International Limited ที่จัดตั้งที่ฮ่องกง และล่าสุด ได้จัดตั้ง
บริษัท TRC Investment Limited ขึ้น

สำหรับสาเหตุที่ TRC ได้มีการจัดตั้ง TRC Investment Limited ขึ้นมานั้น มี
วัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นฐานรองรับการรับงานจากต่างประเทศของบริษัทฯ ที่จะเกิด
ขึ้นในอนาคต และเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือรวมถึงเป็นที่ยอมรับให้มากขึ้นโดย
เฉพาะที่ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง
‘การที่บริษัทได้จัดตั้ง TRC International Limited ไปก่อนหน้านี้ที่ฮ่องกง
และตามติดด้วย TRC Investment Limited ที่สาธารณรัฐเมอริเชียสนั้น มีจุดประสงค์
เดียวกันคือ เพื่อรองรับงานจากต่างประเทศ
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือทำให้เป็นที่ยอมรับ
ของลูกค้ามากขึ้นเพราะต่างประเทศจะให้ความสำคัญในเรื่องของโครงสร้าง ขีดความ
สามารถ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้อง’ นายสมัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ 2,400
ล้านบาท จากการทยอยรับรู้รายได้จากงานที่มีอยู่ในมือ 2,100-2,200 ล้านบาท โดย
รับรู้ในปีนี้ 80% ส่วนผลประกอบการ Q1/51 มั่นใจว่าจะออกมาดีกว่าไตรมาสเดียวกัน
ของปีก่อนแน่นอน

๐ ริมถนนนักลงทุน ฉบับที่ 201 ประจำวันที่ 18 – 24 เมษายน 2551 ๐ มือกำลังขึ้น “ไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์” กับ “สมัย ลี้สกุล” 2 ศิษย์เก่า “วิศวะจุฬา” รุ่น ปี 2515 ช่วงนี้มีงาน “วิ่งเข้าชน” ตลอด ราคาหุ้น TRC ก็เลยวิ่งได้วิ่งดี แต่ “ข่าวใหญ่” ที่จะทำให้ “ทีอาร์ซี” กำไร “โตกระโดด” ในปีนี้ กำลัง “ลุ้น” ขายหุ้น “บ.ราชเพลิน” (โครงการรอยัล ราชดำริ) ที่ร่วมทุนกับ “กลุ่มมณียา” แค่โครงการเดียวจะรับไปเนื้อๆ เฉียดๆ “กำไรทั้งปี” ของปีที่แล้ว
…ถ้าดูจากข่าวมาเลย์ ที่คาดกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย155ล้าน จึงไม่ใช่แค่”เฉียดๆ”แล้วละครับ …
…เพราะมากกว่า ปีที่แล้วที่ทำไว้95ล้าน ดังนั้น จึงโตมากกว่าปี50 ถึง50-60%เลยทีเดียว…
…เรียกว่า เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ตั้งแต่กลางปี คาดว่า ในปีนี้ น่าจะโตไม่ต่ำกว่าเท่าตัว…
…ซึ่งถ้าดูราคาหุ้น ณ วันสิ้นปี50 ปิดที่ราคา6บาท ซึ่งเท่ากับราคาปิดของวันนี้ แสดงว่า ใครที่ซื้อไว้ตอนนั้นจะได้หุ้นปันผลฟรี…
…ยินดีด้วย(ปรบมือ)…อิอิ

๐ ล่าสุด “กลุ่มทีอาร์ซี” ก็เพิ่งไป “คว้างาน” โครงการ “มาลีบูเขาเต่า หัวหิน” มูลค่างาน 398 ล้านบาท ของ “ม.ร.ว.ทินศักดิ์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์” ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทะเล เจ้าของโครงการ และเป็นทายาทเจ้าของ “ตึกมณียา” ส่วนสายสัมพันธ์ ที่ทำให้ได้งานนี้ เป็นเพราะ “สมัย ลี้สกุล” เป็น “เพื่อนซี้” ร่วมรุ่นเรียน “วปอ.” รุ่นเดียวกับ “ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์” เจ้าของลิขสิทธิ์กระเป๋า Kipling (เมืองไทย) หลังบ้าน “ม.ร.ว.ทินศักดิ์” นั่นเอง

…ด้วยสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ก็คาดหวังว่า TRCจะมีโอกาสได้รับงานของมณียาต่อไปเรื่อยๆนะครับ…ขอบคุณคร๊าบบบ

http://www.bangkokbizweek.com/20080403/road/index.php?news=column_26091888.html

ทันหุ้น- TRC รับงานใหม่จาก PTT เข้าพอร์ตเพิ่มอีกกว่า 300 ล้านบาท และงานซ่อมท่อก๊าซ ที่พม่าอีกกว่า 10 ล้านบาท หนุนมูลค่างานในมือ 2,100 ล้านบาท ด้านผู้บริหาร สมัย ลี้สกุล ดอดเซ็นMOU โครงการSPP
ร่วมกับ EGCO และPTT แล้ว เตรียมลงมือก่อสร้างปีนี้ พร้อมส่งซิกเร็วๆนี้จะมีข่าวดี สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัท
กรณีการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนไตรมาส2 – 3 มั่นใจจะมีงานใหม่ทยอยเข้ามาเสริมอีก เตรียมจบดีลการซื้อขายหุ้นให้ต่างชาติเดือนมิ.ย.

นายสมัย ลี้สกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TRC เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทรับงานก่อสร้างให้กับกลุ่มบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในมูลค่าโครงการประมาณ 200-300 ล้านบาท รวมถึงได้เข้าไปซ่อมท่อก๊าซ ในประเทศพม่า ซึ่งคิดเป็นมูลค่าโครงการกว่า 10 ล้านบาท ฯลฯ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Back Log)กว่า 2,100 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทคาดว่าภายในไตรมาส2-3/2551 นี้ บริษัทจะมีงานใหม่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริษัทย่อย อย่างบริษัทสหการวิศวกรรม ที่ดำเนินธุรกิจก่อสร้างด้านงานโยธามีแผนที่จะไปรับงานของภาครัฐบาลมากขึ้น หลังจากที่ภาครัฐมีแนวโน้มที่จะให้มีการอนุมัติงบเบิกจ่ายงานประเภทดังกล่าวดังนั้นจึงคาดว่าจะมีการผลักดับงบประมาณเข้ามากระตุ้นโครงการของรัฐบาลมากขึ้นขณะเดียวกัน PTT มีแผนที่จะขยายสถานีแก๊สในปีนี้มากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อบริษัท และบริษัทในเครือ

TRC บริษัทเป็นผู้ให้บริการด้านการก่อสร้าง และการวางระบบวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบท่อและ
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ การวางระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับทางปตท. ขณะที่บริษัทสหการวิศวกร มีความถนัดด้านการงานก่อสร้างด้านโยธา ดังนั้นจึงมองว่าจากศักยภาพของบริษัทมีโอกาสที่จะรับงานใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น นายสมัย กล่าว
ส่วนแผนการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศนั้น ภายในไตรมาส3/2551 บริษัทจะมีข่าวดีกรณีการขยายงานไปในต่างประเทศเพิ่ม เพียงแต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดที่ชัดเจนได้ พร้อมทั้งเตรียมที่จะเข้าประมูลงานก่อสร้างในประเทศโอมาน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า3,000-4,000 ล้านบาท ฯลฯ

สำหรับกรณีการร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก(SPP) ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ว่า บริษัทTRC ได้มีการเซ็นสัญญาข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)หรือ EGCO และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)หรือPTT ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 45 เมกกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะมีการก่อสร้างภายในปีนี้ ขณะที่TRC จะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวเข้ามาในปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายสมัย ยังได้กล่าวถึงการขายหุ้นในโครงการราชเพลินในสัดส่วน 35% ให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งดีลดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสรุปจบได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนเม็ดเงินที่จะรับรู้เข้ามาจากการขายหุ้นดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 -200 ล้านบาท โดยจะบุ๊คเข้ามาเป็นกำไรในงบปี2551นี้ ส่งผลให้ในปีนี้บริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 96 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท จากปีก่อนที่1,600 ล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์แอ็ดคินซัน จำกัด(มหาชน)แนะนำซื้อโดยให้ราคาเป้าหมายที่เหมาะสมที่9 บาท และได้ประมาณการณ์กำไรสุทธิในปีที่ 192 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.75 บาท ขณะที่รายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 2,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี2550 ที่มีรายได้ 1,565 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิที่ 96 ล้านบาท โดยประเมินว่าทาง TRC จะจ่ายปันผลที่ 0.15 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio ที่ประมาณ 35%

ส่วนกราฟสัญญาณทางเทคนิคนั้น มองว่าขณะนี้หุ้นTRC มีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ดังนั้นหากจะเก็งกำไรแนะนำให้รอช่วงจังหวะรับที่เหมาะสม โดยให้แนวรับที่ 6.00 บาท และแนวต้านที่6.20 บาท โดยราคาหุ้นTRC เปิดทำการซื้อขายเมื่อวันที่ 17เม.ย.2551 ที่ระดับราคา 6.05 บาท

raj+Labuan

Announced 03/4/08
Merger/Acquisition

Zelan Corporation Sdn Bhd, TRC Construction Public Company Ltd. and Maneeya Realty Co. Ltd. agreed to sell Ratcha Ploen Company Limited for THB 585.9 million on March 4, 2008. Zelan Corporation will sell the 35% stake it holds in Ratcha Ploen. The cash proceeds from Zelan Corp’s portion of the total purchase consideration will be utilized as working capital for the Zelan Group. There will be no effect on the issued and paid-up share capital and major shareholders’ shareholdings … in the Zelan Bhd arising from the disposal as the consideration will be satisfied in cash. The disposal will not have any material effect on the earnings per share, net assets per share and gearing ratio of the Zelan Bhd. The transaction is expected to be completed by the second quarter of 2008.

TRCM’s price was up 3.83% after the transaction was announced on 03/4/08.
Seller
Krungthep Land Public Company Limited
TRC Construction Public Co Ltd
Zelan Corporation Sdn. Bhd

http://investing.businessweek.com/businessweek/research/stocks/transactions/transactions.asp?symbol=TRCm.BK

—————————————————————————————————————–

11-03-2008: Zelan sells 35% of Ratcha Ploen for RM18m

 

KUALA LUMPUR: Zelan Bhd is selling its non-core 35% stake in Thailand-based investment holding company Ratcha Ploen Company Ltd to Real Gold (Labuan) Ltd for RM18.8 million cash.

In a statement yesterday, Zelan said its subsidiary Zelan Corporation Sdn Bhd (ZCSB) with two other sellers, TRC Construction PLC and Maneeya Realty Co Ltd, had signed a conditional sale and purchase agreement to dispose of their collective 800,000 shares representing the equity entire interest in Ratcha for RM53.73 million.

Zelan said it wanted to focus on its core business of engineering and construction works in the power industry. It said the disposal would result in a pre-tax gain of about 155 million baht (RM14.2 million) after expenses. The original cost of investment was about 28.33 million baht (RM2.6 million).

http://www.theedgedaily.com/cms/content.jsp?id=com.tms.cms.article.Article_9bddb65c-cb73c03a-9db99200-62ebc17c

——————————————————————————————————-

…หมายเหตุ:1RM ประมาณ10บาท(ไทย)…

…จากสัดส่วนการถือหุ้น TRC 35%,Zelan 35% และมณียา 30%(อ่านจากรายงานประจำปี2550)…

…หากคำนวณคร่าวๆ TRCก็น่าจะมีรายได้จากงานนี้ประมาณ205ล้านบาท …

…ดังนั้น หักค่าใช้จ่ายแล้ว กำไร155ล้าน ก็โอเคมั่กมาก…ข่าวดีนะเนี่ย..เยเย 

สมัย ลี้สกุล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) TRC

เป็นอีกหนึ่งในผู้บริหารที่มีแนวทางเศรษฐ กิจพอเพียงเป็นแนวทางประจำใจ และนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งในนักบริหารที่มีแนวคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะ “สยามธุรกิจ” เปิดใจ “สมัย ลี้สกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC ถึงมุมมองในการบริหาร แนวคิด และมาทำความ รู้จักกับ TRC ในฐานะหนึ่งในบริษัทจดทะเบียน ที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

> ธุรกิจของ TRC มีอะไรบ้าง และมีที่มาอย่างไร

บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 41 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อให้บริการด้านก่อสร้างและติดตั้งระบบวิศวกรรมในงานวางระบบท่อ และในอุตสาห กรรมปิโตรเคมี บริษัทจัดตั้งขึ้น และได้มีการเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ในการขยายการดำเนินธุรกิจ อีกทั้ง TRC ยังมีพันธมิตรทางธุรกิจ คือ บริษัท โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่เป็นบริษัทผู้นำด้านก่อสร้างและวิศวกรรมของประเทศสิงคโปร์

ผู้ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทตั้งแต่ปี 42 โดยเดิมได้เข้ามาถือหุ้นของบริษัทผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท ไทยโรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีการปรับเปลี่ยนการถือหุ้นของบริษัทมาถือหุ้นผ่านบริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งบริษัท โรตารี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 100 โดยบริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด ปัจจุบัน บริษัท โรตารี่ ทีอาร์อีแอล พีทีอี จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ร้อยละ 30

> บุคลิกส่วนตัว หลักในการใช้ชีวิตสำหรับผู้บริหาร TRC

สำหรับผม ในช่วงปี 38 ผมทำงานเหมือนกับเครื่องจักรเลย แต่หลังจากที่มันมีปัญหามันก็ทำให้เราได้อะไรหลายๆอย่างกลับมา สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อย่าไปสัมผัสกับสิ่งที่เป็นวัตถุมากเกินไป ชีวิตคนเราควรจะเดินทางสายกลางเหมือนคำสอน ของพระพุทธองค์ เพราะฉะนั้นนอกจากการทำงาน แล้ว เรายังควรที่จะต้องคำนึงถึงครอบครัวและที่สำคัญคือสุขภาพของเราเอง เพราะการเป็นคนสุขภาพดีเชื่อมั้ยว่ามันจะทำให้ลิงค์ไปถึงหลายอย่างเลย แม้แต่ชีวิตครอบครัวแล้วก็ชีวิตการทำงาน ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมดูหนุ่มกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วด้วยซ้ำ

ผมอยากจะบอกผู้บริหารทั้งหลายควรที่จะมีเวลาให้กับตัวเองบ้าง ก็คือการออกกำลังกาย ซึ่ง ตอนนี้ผมก็เริ่มหัดลองเรียนโยคะมาได้ 3-4 เดือน รู้สึกได้ผล เพราะเมื่อก่อนเราเล่นกอล์ฟ แต่ก็เล่น ได้แป๊บเดียวก็รู้สึกเจ็บโน่นเจ็บนี่ แต่พอไปเรียนโยคะ แล้วมันทำให้ร่างกายเรามีความอ่อนไหวมากขึ้น

> ในเวลาว่างทำอะไรเป็นพิเศษ

หลักๆ เลยคือการเรียนรู้ เรียนรู้ให้รอบรู้ใน วันหยุดของผม วันอาทิตย์ผมก็จะอ่านหนังสือ อ่าน ทุกประเภท ชอบอ่านหนังสือ ทั้งที่เกี่ยวกับเรื่อง ธุรกิจว่าเขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เรื่องการตลาดด้วย หนังสือนิยายก็อ่าน อย่างจูมงก็ชอบสนุกดี มันทำ ให้เราเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศชอบรู้เรื่องราวประเทศต่างๆ ว่าพัฒนาไปอย่างไร

ผมว่าการเรียนรู้นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ ไม่สำหรับผมเท่านั้น คนใกล้ตัวอย่างคนในครอบ ครัวหรือลูกน้อง ถ้ามีโอกาสก็จะแนะนำให้อ่านหนังสือ เพื่อที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หลักการคิดใน เรื่องของการเรียนรู้นี่คิดง่าย คือ อ่านหนังสืออะไรก็ได้ เรื่องที่รู้ไว้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์

อย่างน้อยก็ถือว่าเราก็รู้ ไม่มีอะไรเสียหาย และวันหนึ่งเราอาจ จะได้รับประโยชน์จากเรื่องที่เรารู้ก็ได้ มันอยู่ที่จังหวะ และส่งที่จะเข้ามา การรู้ไว้ก่อนคือการเตรียมพร้อม สำหรับรับสถานการณ์ นี่คือความได้เปรียบ

> แนวคิดและหลักการในการบริหารงาน

หลักการบริหารงานมีอยู่ไม่กี่ข้อ แต่ที่เน้นเป็นพิเศษคือ ในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งผม จะให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นผู้บริหาร เราควรที่จะให้ความสนิทสนม และ ใกล้ชิด แล้วก็เข้าใจเขามากขึ้น เพราะถ้าเราเข้าใจ เขามากขึ้นเราก็จะได้ใจในการทำงาน และในเรื่อง ผลงานมันก็จะสะท้อนออกมา

แต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมในองค์กรของคนไทยมีทั้งดีและเสีย ข้อ ดีคือทำให้น้องๆ มีความสุข มีความสนิทสนมกัน

> ถ้าให้มองภาพของความสำเร็จ

เป้าหมายที่เราวางไว้ ถือว่าตอนนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นแต่ลักษณะที่เรามองผมถือว่าโอกาสยังมีอีกเยอะ แต่เราก็เคยมีประสบการณ์ที่ทั้งดีแล้วก็ไม่ดีมาแล้ว ไม่ดีคือตอนที่ประสบกับภาวะเศรษฐกิจปี40 ที่เราไม่เคยคิดฝันว่าจะเกิดขึ้น ทำให้ตอนนี้เราต้อง ระวัง

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องใช้มันเป็นบทเรียน ในการที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ผมไม่คิดว่าปีนี้เราจะรับงานอะไรได้กี่หมื่นล้าน เพราะโตเราต้องโตแน่ แต่จะโตอย่างไรให้เป็นการโตอย่างมั่นคง นั่นเป็นสิ่งที่เรามองว่าเรามีโอกาสก้าวต่อไปอีกเยอะ ไม่ใช่ว่าเราเก่ง แต่การที่เราจะโตมันง่าย

แต่เมื่อเราโตแล้วจะโตไปอีกสัก 5% มันเริ่มยากแล้ว แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาเราก็เคยผ่านอะไรที่ใหญ่กว่านี้มาแล้ว ในการที่เราจะเดินไปให้ไกลกว่านี้ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเดินแล้ว มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

> กุญแจสำหรับความสำเร็จในการบริหารในฐานะ บมจ.

หลักประจำใจผมคือยึดแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียง ทำให้พอตัว ทำในสิ่งที่เราคิดว่าทำแล้ว จะออกมาดี เรียนรู้ให้รู้จริง แล้วก็ทำในสิ่งที่ถนัด การบริหารที่ผ่านมา มันเป็นประสบการณ์ที่ดี สะท้อนให้เราเห็นถึงความถนัด เพราะว่าถ้าเราได้ ทำในสิ่งที่เราถนัด เราจะทำมันออกมาได้ดี แล้วก็ทำแบบพอตัว พอประมาณ ไม่โหม

ในฐานะของบมจ.จะต้องมีนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือสร้างความชัดเจนโปร่งใส คือถ้าเรามีหลักคิดที่ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จะทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ และเมื่อยึดหลักนี้แล้ว การบริหารงานก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีอะไรซ่อนเร้น ทุกอย่างโปร่งใส คือได้ทุกฝ่าย นักลงทุนได้ เราได้ บริษัทโต เรียกได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี่ทำให้เรา ได้เห็นอะไรมากกว่าความเป็นธุรกิจ คือนำพาความสำเร็จมาสู่บริษัท และก็ก้าวไปพร้อมๆ กับทุกส่วน อย่างเป็นธรรม

พอเราประสบความสำเร็จแล้ว เราก็แบ่งปัน อย่าง TRC นี่ก็มีกิจกรรมต่างๆ ด้านการกุศลมาตลอด ผมเน้นให้ทำ เพราะเราจะเป็นผู้รับอย่าง เดียวไม่ได้ ต้องรู้จักให้ เมื่อปีที่ผ่านมา (2550) ที่เป็นวาระครบรอบ 9 ปีของบริษัท เราก็บริจาคเงิน ช่วยเหลือ ให้แก่มูลนิธิเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน

> สุดท้าย อยากให้ฝากถึงผู้ถือหุ้น

ต้องขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ยังมีความไว้วางใจใน TRC แล้วในส่วนของตัวผม เอง ก็มีความชัดเจนอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของ การทำงาน ทำหน้าที่ตามคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้บริษัทมีความเจริญก้าวหน้า และทำให้บริษัทต้องมีกำไรเป็นที่น่าพึงพอใจ และจะสร้าง องค์กรให้มันเติบโตไปได้อย่างมั่นคง

http://www.siamturakij.com
[ ฉบับที่ 882 ประจำวันที่ 26-3-2008 ถึง 28-3-2008 ]

rajpleon1

…วันนี้บังเอิญไปเจอ เวบบอร์ดที่พูดถึงโครงการ รอยัล ราชดำริครับ…

 http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=110447&page=13

Maneeya restarts projects after long break

KANANA KATHARANGSIPORN

After freezing property development since economic crisis in 1997, the property developer Maneeya Realty Co has started up operations again with a number of projects. The company plans to build a condominium and hotel project in the Phloen Chit area on its own and also work with BEC World managing director Pravit Maleenont to launch the 1.7-billion-baht Malibu Kao Tao Hua Hin comprising low-rise luxury condominiums and villas.

It also plans to join with SET-listed TRC Construction and Zelan, a Malaysian construction firm and property developer, to build an office building next to the Grand Hyatt Erawan Hotel on Ratchadamri Road.

”We had debts of more than one billion baht after the crisis. We cleared them through the debt restructuring process and currently have about 200-300 million baht remaining. Now, we will start new developments,” said M.R. Tinasakti S. Bhanubandh, the company’s president and managing director.

Last Tuesday, the company and Mr Pravit launched Malibu Kao Tao Hua Hin worth 1.7 billion baht. It will be located on a 15-rai site in Kao Tao, Hau Hin, with an investment of one billion baht.

The Thai-Colonial style development will have 180 condominium units sized between 97 and 308 square metres and priced from 70,000 baht per sq m, he said.

It will also have four beachfront villas with a usable area of between 367 and 1,074 sq m and each priced at 34 million baht. Sales are targeted to close within 20 months with construction completed in 2009.

The project will be developed under the joint-venture firm M Talay Co, Ltd, which was set up last year with registered capital of 270 million baht. Maneeya Realty and Mr Pravit both hold 25% stakes in the company, while the rest is held by other individual shareholders.

M.R. Tinasakti said Maneeya Realty was developing a condominium and hotel project worth four billion baht located behind Maneeya Center Building on Phloen Chit Road.

It would comprise 60 condominium units with 30-year lease contracts under the name Royal Maneeya Exclusive Residence. The 400-room, five-star hotel named Renaissance would be operated by Marriott. Construction will be completed in 2009.

”We negotiated with the Crown Property Bureau to extend the lease period of a plot where we earlier planned to develop a condominium and hotel in the past eight years and have changed it to build an office building, for which we joined TRC and Zelan,” he said.

The company plans to start new developments when this one is 80% complete. ”We will come back next year,” said M.R. Tinasakti. Last year it generated 100 million baht from the Maneeya Center office building.

Currently, Maneeya Realty and the Bhanubandh family have land plots of about 13 rai in the Phloen Chit area. It plans to develop a four-rai site located between Maneeya Center and Mater Dei School for an office building with retail space.

Source : Bangkokpost : Dec 20, 2007

malibu2

 หม่อมราชวงศ์ทินศักดิ์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ (กลาง) ประธานกรรมการ บริษัทเอ็มทะเล จำกัด เจ้าของโครงการมาลีบูเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แลกเปลี่ยนสัญญากับ คุณพงษ์ศักดิ์ พงษ์วาณิชสุข (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการวิศวกร จำกัด ซึ่งเป็นย่อย ของ บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) ภายหลังการลงนามในสัญญาให้บริษัท สหการวิศวกร จำกัด รับงานก่อสร้างโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ในโครงการมาลีบูเขาเต่า มูลค่าประมาณ 398 ลบ. จากมูลค่ารวมของโครงการประมาณ 2,000 ลบ. โดยมีคุณสมัย ลี้สกุล (ซ้ายสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TRC ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ด้วย

http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=D15D4E5075B24B76448D06DE7F1D9743&sec=all&query=dHJj

…ภาพ จาก efinancethai

บลจ.ไทยพาณิชย์เตรียมปรับน้ำหนักลงทุนหุ้นตลาดเอ็ม เอ ไอเพิ่มเป็น 50%  หลังเห็นแววให้รีเทิร์นสูงถึง 45-46% เชื่อแม้จะเป็นหุ้นจิ๋วแต่แจ๋วเติบโตไว  ขยายฐานลงทุนได้อีกโข   ดัชนีผันผวนน้อยกว่า   ชูหุ้นไทยปีนี้ยังให้ผลตอบแทนสวย 10-15% ดีกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค   ส่วนดัชนีสิ้นปีพุ่ง 950 จุด
                นายวิชชุ จันทาทับ ผู้อำนวยการฝ่ายกองทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไทยพาณิชย์ จำกัด SCBAM เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนจะลงทุนเพิ่มในตลาดเอ็ม เอ ไอ(mai) แต่จะไม่เกินในสัดส่วน 50% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มเข้ามาลงทุนจำนวนมากขึ้น  และเป็นหุ้นขนาดเล็กที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ระดับ 10-15%  อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเอ็ม เอไอ จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของดัชนีน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินของเฮดจ์ฟันด์
                ทั้งนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์มีกองทุนหุ้นระยะยาว (SCBLT3) และ SCBPMO เพิ่มผลมั่นคง ที่เน้นลงทุนในหุ้นเอ็ม เอ ไอ ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2550 อยู่ที่ 45-46% โดยนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 35% และผลตอบแทนในช่วงครึ่งปี2550อยู่ที่ระดับ 50-60%
               “การลงทุนในหุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทนดีมากประมาณ 50-60% แต่ยังต้องเลือกอยู่  ซึ่งในความหมายของบริษัทเล็กข้อด้อยจะยังมีอยู่ เช่น  ทุนจดทะเบียนเล็ก และกระแสเงินสดน้อย ทำให้อำนาจการต่อรองอาจจะสู้บริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้ แต่หุ้นเอ็ม เอ ไอแม้มีฐานเล็กนี้จะสามารถเติบโตได้เร็ว เมื่อระดมทุนในตลาดเอ็ม เอ ไอได้แล้วบริษัทเหล่านี้จะสามารถขยายฐานการลงทุนได้อีกมาก” นายวิชชุ กล่าว
                นอกจากนี้ตลาดเอ็ม เอ ไอ ยังได้รับปัจจัยบวกตามทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสถานการณ์การเมืองที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการภาษี  โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ที่ลงทุนในกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาว(LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)เพิ่มขึ้น และมีการลดหย่อนภาษีการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ต่ำลง  รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่(เมกะโปรเจ็กต์)  ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและจิตวิทยาการลงทุน   ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนกลับมาฟื้นตัว
                สำหรับอัตราผลตอบแทนในการลงทุนของตลาดหุ้นปี2551มองว่าจะอยู่ที่ระดับ 10-15% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ส่วนดัชนีสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ระดับ 950 จุด จากการประเมินจีดีพีทั้งปีโต 5%กว่า

 โครงสร้างผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสูงสุด  ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2550

ชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้น

จำนวนหุ้น

ร้อยละ

1. บริษัท เคพีเค 1999 จำกัด(1)

37,000,000

14.42

2. นางไพจิตร รัตนานนท์(1)

16,100,000

6.27

3. แซมลี คอร์ปอเรชั่น

32,000,000

12.47

4. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด

18,137,100

7.07

5. กลุ่มกองทุนเปิดไทยพาณิชย์(2)

16,996,200

6.62

6. นางวราณี เสรีวิวัฒนา

12,813,800

4.99

7. นายสุรพงษ์ การสุวรรณ

7,945,332

3.10

8. ROTARY TREL PTE LTD

7,500,000

2.92

9. นางสาวนิลรัตน์ จารุมโนภาส

6,800,000

2.65

10. นางศัลยา จารุจินดา

5,307,559

2.07

รวม

160,599,991

62.58

          จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

256,666,615

100.00

หมายเหตุ

(1) กลุ่มนางไพจิตร รัตนานนท์ ประกอบด้วยนางไพจิตร รัตนานนท์ และบริษัท เคพีเค 1999 จำกัด

ที่นางไพจิตร รัตนานนท์ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 

(2) กลุ่มกองทุนไทยพาณิชย์ประกอบด้วย 1) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว เอ็มเอไอ

2) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวอินเตอร์ 3) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มผลมั่นคง

และ 4) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวทาร์เก๊ต

 

…จากรายงานประจำปี2550 สังเกตเห็นการเข้ามาถือTRC ของกองทุนไทยพาณิชย์ที่มากขึ้นโดยเฉพาะตระกูลLTF…

…แต่ที่น่าแปลกตาคือ ตระกูล”มั่นคง”เอากะเค้าด้วย มองว่า มายกแผงแบบนี้ เห็นทีจะติดใจบรรดาหุ้นmai …

…ยักษ์เล็กที่เคยดันSCBLT3ขึ้นอันดับ1 ของ กองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดมาแล้ว…

…ข้อมูลล่าสุด หลังจากได้เห็น  ชื่อผู้จัดการกองทุน ก็ถึงบางอ้อ แล้วละ!!!…อิอิ

 scbmgr

 

…จับตาไม้3-5แสน,ไม้ล้านที่เข้ามาเก็บก่อนหน้านี้และต่อๆไปให้ดี ประเภทเก็บแล้วนิ่งๆ นี่แหละจะดูดหุ้นไปหมด…

…จนไม่ต้องกลัวว่า หุ้นใหม่ที่จะเข้าจะทำให้ ราคาไม่ไปไหน เพราะหุ้นกว่าค่อน อยู่ในมือเจ้าของและพันธมิตรหมดแล้ว…

…อ่อ อย่าลืม TRC FANCLUB ด้วย มีนักลงทุนหน้าใหม่ทั้งรายเล็กรายน้อย รายละเอียดจนไปถึงรายใหญ่…

…เข้ามาเก็บเรื่อยๆ ทั้งๆที่หุ้นปันผลไปแล้วด้วยซ้ำ …

 

…อนาคตราคาของTRC ขอให้ติดตามbacklogและงานในอนาคตที่รอประมูล(ดูข้อมูลจากOpp.day linkด้านซ้ายได้ครับ) …

…ผมชอบTRCที่สุดอย่างนึง คือ “เค้าพูดจริง ทำได้จริง” ไม่ผิดหวัง…

…ถ้าจะลุ้นข่าวงานอินเตอร์ใหม่ๆ ให้รอข่าวดีจาก คุณสิงหรัตน์ที่เดินทางไปดูงานที่ไนจีเรีย

…จำข่าว ท่านสมัยต้อนรับรมต.พลังงานไนจีเรีย ที่มาร่วมงานGastechในไทยได้มั้ยครับ …

…คิดเหมือนผมป่าว อิอิ…

 

ไนจีเรีย เป็นประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดในอัฟริกาครับ น่าจะเป็นTop5 ของโลกด้วย…

…ถ้าTRCสามารถได้งานที่นั่น ก็เท่ากับ เพิ่มช่องทางรายได้ในอนาคตให้บริษัทอีกมหาศาล …

…ว่าแต่ เราจะโตเร็วเกินไปมั้ยครับเนี่ย…???…ไม่ซิ เราต้อง Think Big อิอิ…

 

…อ่อ หลายคนที่คิดถึงแต่ราคาเก่าๆ พอเจอ6บาทกว่า(คิดรวมหุ้นปันผล)”ไม่เอาๆ แพงๆ” P/Eสูงแล้ว …

…อย่างนั้น ถ้าปตท. บ้านปู ยังทำกำไรได้เท่าเดิมกับเมื่อหลายปีก่อน ใครซื้อราคาสามสี่ร้อยบาทอย่างตอนนี้ ก็บ้าแล้วครับ…

…ราคาหุ้นที่เราซื้อ ควรสะท้อนอนาคตที่จับต้องได้ครับ ไม่ใช่fakeอย่างหุ้นปั่น ก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กัน…

…ท่านที่ยังรอคอยแต่”ราคาในอดีต” ยึดติดแต่พื้นฐานในอดีต ท่านก็ต้องวิ่งตามหลังเจ้าของ กองทุน รายใหญ่ …

…เพราะกว่าจะตัดสินใจซื้อได้ จะรอแต่ข่าวจริงจากตลาดฯ หรือตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ทำการบ้านล่วงหน้า …

…ท่านก็ต้องเจอ Sell on Fact ตลอดไป…  

…บล็อคนี้ ผมทำการบ้านมาให้ มีที่มาที่ไป ท่านก็ใช้วิจารณญานในการตัดสินใจเอาละกัน ตรงไหนผิดพลาด แย้งได้เลยนะครับ… 

 

 

malibu

กลุ่มบริษัทมณียาฯผนึกกลุ่มมาลีนนท์ซบช่องตลาดอสังหาฯเมืองท่องเที่ยวหัวหินบูม คว้าที่ดิน15 ไร่ ผุดโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “มาลิบู เขาเต่า หัวหิน ” มูลค่ารวม 1,280 ล้านบาท ทั้งรูปแบบวิลล่าหรู คอนโดฯโลว์ไรส์ และแมนชั่น คาดเริ่มก่อสร้างธ.ค.นี้ แล้วเสร็จปี 52 คาดปิดการขายได้ภายใน 20 เดือน ขณะที่โครงการบ้านนับคลื่นของแสนสิริฯมียอดขายกว่า 60%

ตลาดอสังหาริมทรัพย์แถบชะอำ-หัวหิน ยังคงเป็นทำเลที่บริษัทอสังหาฯขยับขยายเข้าลงทุน เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษ ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 (ม.ค.-ก.ย.) มีโครงการเกิดใหม่ในทำเลดังกล่าวรวม 8 โครงการ จำนวน 1,000 ยูนิต ขายได้แล้ว 500 ยูนิต หรือ 50% ของจำนวนห้องชุดที่เกิดขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้ จะสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายโดยรวมปีนี้สูงกว่าปี 2549

ล่าสุดกลุ่มบริษัทมณียา ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกรุงเทพฯและที่หัวหิน เช่น โครงการเอสพลานาร์ด (Esplanade) ซึ่งตั้งอยู่ในหัวหิน ได้เปิดโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “มาลิบู เขาเต่า หัวหิน” ภายใต้การบริหารงานของบริษัท เอ็มทะเล จำกัด มีทุนจดทะเบียน 270 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 229 ล้านบาท และมีบุคคลที่อยู่ในแวดวงธุรกิจหลากหลายเข้าร่วมถือหุ้นและบริหารโครงการใหม่ ได้แก่ ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล ผู้บริหารกลุ่มบริษัทมณียา (พรรคไทยรักไทย) นางศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา รวมถึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่างตระกูลมาลีนนท์ ได้แก่ นายประวิทย์และ”อ๋อง”วรวรรธน์ มาลีนนท์ (บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ) เข้าร่วมเป็นผู้บริหารหลักของโครงการนี้

ทั้งนี้ โครงการมาลิบู เขาเต่า หัวหิน จะพัฒนาบนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 1,280 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างภายในเดือนธ.ค.นี้ แล้วเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ได้ประมาณกลางปี 2552 รูปแบบของโครงการจะประกอบไปด้วย แบบมาลิบูวิลล่า 4 หลัง แบบมาลิบูไอแลนด์ (Malibu Island) ประกอบด้วยอาคาร 3 ชั้น จำนวน 8 อาคารประมาณ 72 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 55,000 บาทต่อตร.ม. และแบบมาลิบูแมนชั่น ประกอบด้วยอาคาร 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ประมาณ 78 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 45,000 บาทต่อตร.ม.

จุดเด่นของโครงการมาลิบู ติดกับชายหาดเขาเต่า หัวหิน ห่างจากชีวาศรมเพียง 9 นาที การพัฒนาโครงการ มุ่งตอบสนองผู้ที่ต้องการมีคอนโดฯตากอากาศที่มีลักษณะคล้ายบ้านซึ่งออกแบบสไตล์Colonial และจากโครงการสามารถมองเห็นเกาะสิงโตและเกาะเต่า นอกจากนี้ ยังมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่สไตล์ลากูนที่สัมผัสได้ทุกยูนิต โดยทางบริษัทเอ็มทะเล จำกัด เห็นว่าปัจจุบันตลาดอสังหาฯประเภทบ้านตากอากาศมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีประมาณ 10-25% เป็นการเติบโตที่แน่นอนและสม่ำเสมอ ดังนั้นทางโครงการคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในเวลาประมาณ 20 เดือน

อนึ่ง สำหรับกลุ่มบริษัทมณียา การลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นโครงการอาคารสูงที่ตลาดให้เช่า ซึ่งรวมถึงโครงการรอยัลราชดำริ เป็นอาคารสำนักงานประมาณ 50 ชั้น บริหารโดยบริษัทมณียา ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ติดกับโรงแรมแรนด์ไฮเอทเอราวัณ บนเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ระยะก่อสร้าง 3 ปี (2551-2553) มูลค่าโครงการประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท ขณะที่โครงการเพื่อขายจะมีเพียงโครงการคอนโดฯที่หัวหิน ภายใต้ชื่อเอสพลานาร์ด

ก่อนหน้านี้ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้มีการเปิดโครงการคอนโดฯหรู ซึ่งเป็นโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “บ้านนับคลื่น-หัวหิน” ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 9 ไร่เศษ ริมชายหาดบริเวณบ้านเขาเต่า ใกล้ๆ กับโครงการ Las Tortugas โดยชูจุดขายไลฟ์สไตล์แบบ “spoil yourself” เป็นอาคารสูง 4 ชั้น 7 อาคาร และ 7 ชั้น 1 อาคาร รวม 180 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ใช้สอยยูนิตละ 58 -208 ตร.ม. ราคารขายเฉลี่ย 75,000 บาทต่อตร.ม.หรือราคาขายเริ่มต้นที่ 2.7 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายไปกว่า 60%

http://www.icons.co.th/newsdetail1.asp?Newsno=5850&Category=Residential%20News%20(iCONS)

…ถึงบางอ้อเลย และแล้วTRCก็ได้เหมาอีกงานของกลุ่มมณียา…เอ เมื่อไร มณียา จะเข้าตลาดซะทีน๊า…


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.